「OS.Fic」 ‘ Gerbera ’ #Tyde | South Park

Title : ‘ Gerbera #SPGerbera
Pairing : Token Black × Clyde Donovan | South Park
Author : NJ `H o N ö
Rateing : PG-13
P.S. : ฟิคเรื่องนี้เกิดขึ้นจากการอยากเขียนอะไรกาวๆค่ะ แต่ในไทยฟิคคู่นี้หาอ่านยากมาก(ร้องไห้) เนื้อหาในฟิคนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับทางออฟฟิเชียลของเรื่องนี้นะคะ ที่สำคัญคือทางคนเขียนเอง ไม่ได้มีเจตนาก่อสงครามกองอวยใดๆทั้งสิ้นแค่อยากเขียนแง หากเขียนแล้วงง อ่านแล้วไม่เข้าใจ ภาษาไม่สวย ต้องขออภัยด้วยค่ะ #ไหว้

ผมจำวันนั้นได้ดี…วันธรรมดาวันหนึ่ง

ในฤดูใบไม้ร่วง

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

“ครอบครัวของคุณโดโนแวนประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์” สิ้นเสียงเอื้อนเอ่ยจากอาจารย์ประจำชั้นของนักเรียนเกรด 12 เด็กๆในห้องหันมองหน้ากันอย่างอึดอัด..

“ล..แล้วไคลด์เป็นยังไงบ้างครับ?” เจ้าของผมสีน้ำตาลร่างใหญ่ที่มักจะสวมแว่นกันแดดอยู่เสมอยกมือขึ้นถามทันที น้ำเสียงที่สั่นเครือของเขาบ่งบอกได้เลยว่ากำลังกังวล ถึง นาธาน จะเป็นเด็กในกลุ่มอัธพาลของห้อง แต่เขาก็เป็นห่วงเพื่อนทุกคนเสมอ

ภาวนาให้ทุกอย่างไม่เลวร้ายแบบที่เขาคิด

“คุณโดโนวานปลอดภัยแล้ว รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล”
“แต่…”

หากขึ้นคำว่า ‘แต่’ เหตุผลที่ตามมามักจะไม่สวยงามอยู่แล้ว.. และทุกๆคนในห้องก็พอจะเดาคำตอบนั้นได้

“พ่อและแม่ของคุณโดโนแวน..เสียชีวิตทั้งคู่”

.
.
.

.

“ไปเยี่ยมไคลด์กันปะ” หลังจากสิ้นสุดบทเรียนในวันนี้ เจ้าของไม้เท้าเอ่ยขึ้นเบาๆให้ได้ยินเพียงแค่ในกลุ่ม จะว่ายังไงดี อีกฝ่ายก็เป็นเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มกันมานาน เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็กๆ ..มันก็น่าใจหายแทนนะ ที่อยู่ดีๆก็สูญเสียคนที่รักมากไปถึงสองคน

“ไปดิ” เจ้าของหมวกไหมพรมสีน้ำเงินพูดขึ้นบ้าง เครก สะกิดเรียกชายผิวเข้มที่นั่งเหม่อลอยแบบไม่เคยเป็นมาก่อน “โทเคน ?

“ห-หะ” คนถูกสะกิดหันมองหน้าอีกฝ่ายเชิงตั้งคำถาม เจ้าของความคิดแรกอย่าง จิมมี่ เลยพูดขึ้นอีกครั้ง

“พวกเราจะไปเยี่ยมไคลด์ที่โรงบา…บ๋าล บะ..บ๊าล.. บ-บาล ..โรงบาล ไปปะ” ถึงจะติดๆขัดๆไปบ้างแต่ก็พูดจนจบล่ะวะ

“อืม ไปดิ ทำไมจะไม่ไปล่ะ”

.
.

.

แอ๊ด

หากภายในโรงพยาบาลถูกปกคลุมด้วยความหดหู่..ห้อง 304 ก็คงเป็นเช่นเดียวกัน..

เด็กหนุ่มสามคนก้าวเท้าเข้ามาในห้อง ในฐานะคนที่เข้ามาคนแรกอย่างโทเคน หน้าที่เปิดไฟจึงเป็นของเขาโดยเลี่ยงไม่ได้ มือหนาเอื้อมไปกดสวิตซ์ไฟเพื่อเปิดให้แสงนีออนภายในห้องสว่างขึ้น ไม่กี่วินาทีต่อมาทั้งห้องก็สว่างวาบก่อนจะเผยให้เห็นบุคคลที่นอนบนเตียงสีขาวสะอาดของโรงพยาบาลเซาท์พาร์ค บริเวณศีรษะมีผ้าพันแผลพันอยู่ ในส่วนอื่นๆก็มีผ้าพันแผลหรือพลาสเตอร์ยาติดอยู่เช่นเดียวกัน

“ไคลด์..เป็นไงบ้าง?” ชายผิวเข้มเอ่ยขึ้นเบาๆ จะว่าไปก็เป็นประโยคคำถามที่ดูโง่เง่าเหมือนกันนะ ถามไปได้ไงว่าเป็นยังไงบ้าง..ก็ต้องเจ็บสิ มีใครบ้างจะไม่เจ็บ? ..โถ่เวรกรรม

“พวกนายเป็นใครหรอ?” ริมฝีปากบางเอ่ยเสียงเบาในขณะที่ใบหน้าไร้การแสดงออกทางความรู้สึก คนฟังทั้งสามคนกลืนน้ำลายลงคอ..แต่คนที่หนักสุดน่าจะเป็นโทเคน สีหน้าของเจ้าตัวฉายแววความผิดหวัง

“ล้อเล่นน่ะ” คนบนเตียงตอบกลับมาก่อนจะยิ้มขึ้นเล็กน้อย

“ไอ้เวรนี่” เครกที่เกือบๆจะช็อคกับคำพูดทักทายแรกถึงกับยกนิ้วกลางขึ้นมาชูใส่เพื่อนบนเตียง แต่จิมมี่ยั้งมืออีกฝ่ายลงไปเพราะคนบนเตียงแสดงรอยยิ้มออกมาแบบฝืนๆ..ไม่ใช่รอยยิ้มมีความสุข

“นึกว่าจะไม่มีใครมาแล้วซะอีก” เจ้าของผมสีน้ำตาลบนเตียงผู้ป่วยค่อยๆหันมองออกไปนอกหน้าต่าง ชายผ้าม่านปลิวไสวเบาๆตามแรงลม ..หากมองจากมุมนี้จะเห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของเมือง ยิ่งเป็นเวลายามเย็นในฤดูใบไม้ร่วงแล้ว..ทุกอย่างจะสวยงามยิ่งขึ้นไปอีก

..แต่ในสายตาของ ไคลด์ โดโนแวน กับมีเพียงแต่ความว่างเปล่า

“ต้องมาสิ ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ?” ชายผิวเข้มเดินไปนั่งข้างเตียงของอีกฝ่าย นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มจดจ้องไปยังอีกฝ่ายที่เบือนหน้าไปทางหน้าต่าง

“เพราะพ่อกับแม่ไม่มาแล้วน่ะสิ” เพียงประโยคเดียวทำคนถึงสามคนสะอึกได้ จิมมี่่หันมองหน้าเครกแบบลำบากใจ

“เอาไงง่ะ” เครกสายหน้าเชิงบอกว่าไม่รู้ ..จากที่รู้จักกันมา ไคลด์ไม่ใช่คนเข้มแข็งขนาดที่จะกลั้นน้ำตาไว้ได้ทั้งๆที่พูดเรื่องแบบนี้ แต่คราวนี้มันกับแปลกไป สายตาของหมอนั่น ไม่มีอะไรอยู่ในนั้นเลย

“เสียใจด้วยกับเรื่องนี้นะ..” โทเคนพูดเสียงแผ่ว เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะปลอบเพื่อนคนสำคัญของเขายังไงดี มันยากเหมือนกันนะที่จะบอกให้ทำใจ

“อือ..หมอบอกแล้วล่ะ” คนบนเตียงหันหน้ากลับมาแสดงรอยยิ้ม คนมองรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก ไคลด์ไม่เคยยิ้มแบบนี้ เพราะปกติแล้วรอยยิ้มบนใบหน้าของชายคนนี้จะมีแต่ความร่าเริง หากรู้สึกทุกข์หรือเศร้าก็มักจะแสดงออกมาตรงๆแบบไม่ปิดบัง

“อันที่จริงก็อยากความจำเสื่อมนะ”

“ไม่เอาน่าไคลด์” หนุ่มผิวเข้มเอื้อมมือไปจับฝ่ามือของเพื่อนคนสำคัญมากุมไว้เพื่อให้กำลังใจ เจ้าของชื่อไม่ได้ตอบอะไรมาก ทำเพียงหันมองออกไปนอกหน้าต่าง

และทุกอย่างก็กลับสู่เข้าความเงียบอีกครั้ง

.
.

.

“หมดเวลาเยี่ยมผู้ป่วยแล้วค่ะ” พยาบาลสาวเปิดประตูเข้ามาบอกคนที่อยู่ในห้อง โทเคนพยักหน้าและตอบกลับไปเบาๆ..รู้ตัวอีกทีเวลาก็ล่วงเลยมาจนป่านนี้แล้วหรอเนี่ย..?

เครกกับจิมมี่ขอตัวกลับไปก่อน เหลือเพียงแต่เขานี่แหละที่ยังนั่งอยู่ในห้องนี้

คนป่วยหลับไปแล้ว..ตั้งแต่เมื่อไหร่เขาก็บอกไม่ได้เหมือนกัน เพราะเขาเอาแต่นั่งคิดนู่นคิดนี่เรื่อยเปื่อยในขณะที่รอบข้างมีแต่ความเงียบ เขาไม่ชินกับบรรยากาศแบบนี้เลย.. ปกติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์แบบไหน เพื่อนคนนี้จะเป็นฝ่ายหาเรื่องชวนคุยเสมอ แต่พอเป็นเขาเอง..กับทำแบบนั้นไม่ได้ น่าตลกดีเหมือนกัน

“พรุ่งนี้จะมาใหม่” เอ่ยออกไปเท่านั้นก่อนจะเอื้อมมือกดสวิตซ์ไฟอย่างเคยชิน

ถ้าหากภาวนาได้.. ก็อยากให้เรื่องราวในครั้งนี้เป็นเพียงแค่ความฝันของเขาเอง

.
.
.
.

.

“เอ๋? อาจารย์ ไคลด์จะไม่จบพร้อมเราหรอคะ?”

“โรงเรียนใจร้ายสุดๆ!”

“ใช่ๆ!”

เสียงถกเถียงของคนในห้องดังขึ้นหลังจากไม่กี่วินาทีที่คุณครูแม็กกี้ประกาศข่าวร้ายสำหรับเพื่อนคนหนึ่งในห้อง ..ผ่านมาสามเดือนแล้วจากเหตุการณ์ในวันนั้น ไคลด์ โดโนวาน ยังไม่มาโรงเรียน..

“ครูก็ไม่อยากพูดแบบนี้หรอกนะ..แต่เพราะเขาไม่มาโรงเรียนเลย เห็นว่าออกจากโรงพยาบาลได้สักพักแล้ว แต่ไม่มีข่าวคราวแจ้งมา ผอ.ก็ไม่รู้จะทำยังไง ครูๆก็เหมือนกัน”

“แล้วไคลด์อยู่กับใครหรอคะ” สาวผมดำหัวหน้าห้องยกมือขึ้นถามบ้าง

“อันที่จริงครูก็ไม่รู้แน่ชัดหรอกนะ..เท่าที่รู้มาคุณโดโนแวนมีญาติเยอะมาก แต่ไม่เห็นมีใครมาติดต่ออะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย”

“โหเห็นแก่ตัวสุดๆ” นักเรียนหญิงหลายๆคนเริ่มพูดขึ้นมาบ้าง

“คุณแบล็คล่ะว่ายังไง? เห็นว่าสนิทกัน”

“ติดต่อไม่ได้ครับ”

หากย้อนกลับไปก่อนที่อีกฝ่ายจะขาดการติดต่อไป..คงเป็นวันนั้น

.
.

.

1 เดือนก่อน

ห้อง 304 ที่ควรจะมี ‘ไคลด์’ อยู่ กับไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตอีกเลย.. โทเคนรีบวิ่งออกไปหานางพยาบาลที่เพิ่งสวนกันไปเมื่อสักครู่เพื่อถามไถ่ แต่เมื่อรู้คำตอบ..ช่อดอกเยอบีร่าสีสดในมือก็ร่วงลงสู่พื้น

“คนไข้ย้ายออกไปแล้วค่ะ”

โทเคนถือช่อดอกเยอบีร่าไว้ในมืออีกครั้ง ฝีเท้าก้าวออกไปยังบ้านของเพื่อนสนิท ในใจได้แต่ภาวนาซ้ำๆ ว่าขอให้เจออีกฝ่ายด้วยเถอะ

แต่ทุกอย่างไม่เคยเป็นดังคำภาวนาของเขา

‘ขาย’

ชายผิวเข้มมองป้ายประกาศนั้นก่อนจะค่อยๆนั่งลงตรงขั้นบันไดหน้าบ้านของอีกฝ่าย

..นายไปที่ไหนกันนะ?

ไคลด์

.
.

.

เป็นเวลาหลายเดือนเหมือนกันนับจากวันนั้น..จนในที่สุดพวกเราก็จบการศึกษา เตรียมเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัย ..

จนถึงวันนี้ นายก็ยังไม่มา..

โทเคนแอบนึกโทษตัวเองอยู่เหมือนกัน ‘ทำไมไม่รู้สึกตัวให้เร็วกว่านี้กันนะ’ ในความจริงที่ว่า..ตัวของเขาเอง.. ชอบไคลด์เอามากๆ เพราะตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันก็คอยดูแลอีกฝ่ายมาโดยเสมอ จึงหลงคิดว่าเป็นแค่ความเป็นห่วงธรรมดาๆของเพื่อนที่สนิทกัน แต่พอวันที่รู้ว่าไคลด์เกิดอุบัติเหตุ..หัวใจก็เหมือนจะหยุดเต้นไปด้วย

อย่าตายนะ
คงเป็นเพียงคำอธิษฐานเดียวที่พระเจ้าตอบรับเขา…

“หมูทะปะ” จิมมี่พูดขึ้นมาหลังจากจบพิธีรับการศึกษา คนอื่นๆในกลุ่มพยักหน้า เจ้าของความคิดสะกิดชายสวมฮู้ดสีส้มที่อยู่ข้างๆก่อนจะชี้ไปที่ชายผิวสีที่นั่งเหม่อลอย

“เค่นเปงงี้อีกแล้วอ่ะ”

“คงเสียใจแหละ…ก็นะ” เคนนี่ส่ายหน้าเบาๆ ความจริงแล้วเขาก็พอมองออกอยู่บ้างแหละ ว่าสายตาของโทเคนที่มองไคลด์มันมากกว่าเพื่อนปกติ แต่เขาก็ไม่เคยปริปากพูดออกมาหรือแซวในเรื่องนั้นเลย แต่หลังๆมานี้..ทุกคนก็เริ่มจะมองออกโดยที่ไม่ต้องมีใครพูดอะไรขึ้นมา

“โทเคน ไปไหม?”

“อา..ไม่ล่ะ”

“จะไปที่นั่นอีกแล้ว?”

“อือ..จนกว่าจะได้เจอกันนั่นแหละ”

.

.

ที่นั่นที่ว่าคือบ้านของไคลด์ที่ประกาศขายเมื่อหลายเดือนก่อน

ทันทีที่รู้ว่าขาย โทเคนไม่ลังเลเลยที่จะซื้อมันไว้ ตั้งความหวังว่าตอนทำขั้นตอนการซื้อขายจะเจอคนที่อยากเจอ แต่เปล่าเลย..กลายเป็นลุงแก่ๆคนหนึ่งที่เหมือนจะมาจากบริษัทตัวแทน

นายอยู่ไหน ?

ของในบ้านยังคงวางในตำแหน่งเดิม แม้จะผ่านมาหลายเดือนแล้วก็ตามแต่ ชายผิวเข้มเดินขึ้นไปยังห้องของคนที่เขาคิดถึง ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม..

อาจเป็นความถวิลหามากจนเกินไป บางครั้งก็เหมือนอีกฝ่ายยังคงอยู่ที่นี่ ยังนอนเล่นอยู่บนเตียงนี้

โทเคนนำดอกเยอบีร่าดอกใหม่ไปเปลี่ยนกับดอกเก่าในแจกันบนโต๊ะ เขามักจะทำแบบนี้เสมอทุกครั้งที่ได้มาในห้องนี้..หวนนึกถึงความทรงจำเดิมๆที่เคยเกิดขึ้นระหว่างเขาและไคลด์

รอยยิ้มของไคลด์ยังคงตอกย้ำอยู่ในความทรงจำ

มันจะมีโอกาสไหมนะ?.. มันจะมีโอกาสอีกหรือเปล่า?

ที่ฉันจะได้พบนายอีกครั้ง…ไคลด์
.
.

.

เผลอหลับไปและสะดุ้งตื่น.. หากแต่ที่นี่ไม่เหมือนกับสถานที่เดิมที่จากมา..

โทเคนตื่นขึ้นมาบนทุ่งดอกเยอบีร่าสีสดใส แสงอาทิตย์ส่องสว่างจนทำให้เขาแสบตา แต่น่าแปลก..วิวทิวทัศน์รอบข้างกับมองเห็นได้อย่างชัดเจน

นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเพ่งมองออกไปในที่ไกลแสนไกลสุดลูกหูลูกตา ..ภาพเบื้องหน้าช่างงดงามจนเกินความเป็นจริง

..ที่นี่ที่ไหน?

สัมผัสบางเบาแตะบนบ่าแกร่ง ร่างสูงที่กำลังเพลิดเพลินกับภาพมายาแห่งความฝันหันกลับไปมองตามสัญชาตญาณ

คนที่เขาอยากเจอที่สุด

ปรากฏตัวอยู่ตรงนี้..

“ไคลด์?”

เจ้าของชื่อพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะยื่นมือมาให้อีกฝ่าย โทเคนมองฝ่ามือนั้นก่อนจะตัดสินใจยื่นออกไปคว้าเอาไว้และพยุงตัวเองให้ยืนขึ้นเต็มความสูง

“..ฉันคิดถึงนายจนเก็บมาฝันเลยหรอเนี่ย” ฝีเท้าเหยียบย่ำบนหญ้าสีเขียวขจี รอบข้างทางเดินตกแต่งด้วยดอกเยอบีร่านับพัน ..ดูไปดูมาช่างแปลกตาเสียเหลือเกิน

ขาทั้งสองข้างก้าวเดินไปพร้อมกัน อีกฝ่ายไม่ตอบอะไรกลับมาบ้างเลย แต่เพียงเท่านี้ โทเคนก็รู้สึกมีความสุขแล้วจริงๆ..

ก็ได้เจอแล้วนี่ ..ถึงจะเป็นความฝันก็เถอะ

“นายคิดถึงฉันหรอ?” อยู่ดีๆชายหนุ่มเจ้าของผมสีน้ำตาลก็หยุดเดิน อีกคนก็หยุดตามแล้วหันไปหา

“แน่นอน..คิดถึงมาตลอดเลย” โทเคนกระชับฝ่ามือแน่น ตอบกลับไปด้วยสีหน้าจริงจังและน้ำเสียงหนักแน่น

ถ้าหากจะให้อธิบายความรู้สึกทั้งหมดที่มีให้ละก็…วันนี้ พรุ่งนี้ คงพูดออกไปได้ไม่หมดหรอก..

เพราะเขาคิดถึง..คิดถึงจริงๆ คิดถึงจนไม่รู้จะบรรยายออกมาอย่างไร..

“แปลกจังเลย”

“เพราะฉันก็เหมือนกัน”

สายลมพัดผ่านร่างกายของคนทั้งคู่ โทเคนจ้องมองรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของไคลด์ รอยยิ้ม..ที่เขาคิดถึงมันมากที่สุด

รอยยิ้มของเธอคือแสงสว่างแห่งชีวิตฉัน

ได้แต่พร่ำบอกคำเหล่านั้นไปกับสายลม..

พอนึกขึ้นได้ว่า..ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในตอนนี้เป็นได้เพียงแค่ความฝัน..

ในอกก็รู้สึกปวดแปล๊บขึ้นมา

“ถ้าความรู้สึกเราตรงกัน..ทำไมนายไม่กลับมาที่โรงเรียนบ้างล่ะ?”

“นายหายไปไหน..?”

“ไคลด์..นายหายไปไหนกันแน่?” โทเคนดึงร่างของคนตรงหน้าเข้ามาโอบกอด .. คำถามที่ค้างคาในจิตใจถูกเอื้อนเอ่ยออกไปจนหมด

“รู้ไหมฉันตามหานายมาโดยตลอดเลย..ตามหานายทุกที่ที่คิดว่าน่าจะอยู่”

“ทำไมถึงไม่บอกอะไรเลยล่ะ?”

“เพราะกลัวที่จะเอ่ยคำลายังไงล่ะ”

เฮือก!

โทเคนสะดุ้งตื่นขึ้นอีกครั้ง แต่รอบนี้เขาอยู่ที่ห้องของไคลด์..ดูเหมือนคราวนี้จะเป็นโลกแห่งความจริง

‘เพราะกลัวที่จะเอ่ยคำลายังไงล่ะ’

คำพูดจากคนในฝันยังคงก้องกังวานอยู่ในหัว

หมายความว่ายังไงกัน..?

.

.

“มึง แต่นี่ก็ผ่านมาสองปีแล้วนะเว้ย” เสียงพูดคุยในงานเลี้ยงรุ่นของอดีตเด็กเกรด 12 ที่กำลังถกเถียงกันก็คงไม่พ้นเรื่องของโทเคน ถึงแม้เวลาจะผ่านมานานเท่าไหร่ แต่โทเคนกับไม่มีใครผ่านเข้ามาในชีวิตเลย..พูดง่ายๆก็คงเรียกว่าไม่ยอมให้ใครเข้ามาในชีวิตมากกว่า

“อะไรจะรักมากขนาดนั้นว่ะ” คนที่เมาบางคนก็เริ่มพูดออกมาบ้างแบบไม่เกรงใจ ถึงตอนนี้คนที่อยู่ในหัวข้อสนทนาจะออกไปนั่งสูดอากาศข้างนอกก็เถอะ แต่อย่าลืมไปว่ายังมีเพื่อนของเจ้าตัวอีกสามคนนั่งหัวโด่อยู่ในวงสนทนา

“รักเพื่อนสนิทตัวเองนี่เก๋มากหรอวะหืมมม?”

“พูดอะไรเกรงใจกูวววว..นิดนึงนะ?” ชายเจ้าของหมวกไหมพรมสีแดงน้ำเงินเป็นเอกลักษณ์เอ่ยขัด สแตน ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่รักเพื่อนสนิทตัวเอง..จนตอนนี้ได้เป็นแฟนกันแล้วเรียบร้อย

“อะๆ รักกันดีนี่มึงกับไคล์อ่ะ เหอะ” ชายร่างอ้วนกลอกตาไปมาก่อนจะกระดกเหล้าเข้าปากไปอีกอึก ส่วนตัวแล้วเขาไม่พอใจกับความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของทั้งสองคนเลย.. ก็เพราะเขาเองก็ชอบ ไคล์ เหมือนกัน..แต่ทำไงได้ ก็คบกันไปแล้ว แถมยังไม่น่าจะเลิกกันง่ายๆด้วย..

สงสัยต้องตัดใจ..

“ว่าแต่พวกมึงไม่สงสัยกันบ้างหรอวะ..” เพื่อนคนหนึ่งเปิดประเด็นขึ้นอีกครั้ง จนทำให้คนทั้งวงต้องเงียบฟัง

“เรื่องไรวะ..?”

“ถ้าไคลด์จบไม่พร้อมเราก็น่าจะเป็นรุ่นน้องถูกไหม?” ทุกคนพยักหน้า

“แต่เราทุกคนแยกย้ายกันไปหลายมหาลัย..ยังไม่เห็นรุ่นน้องนามสกุลนี้สักคน”

“พวกมึงไม่คิดบ้างหรอ ว่าไคลด์อาจไปในที่ที่ไกลแสนไกลแล้-”

“มึงกูกลับล-….ละ” โทเคนเปิดประตูเข้ามาได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่พอดี

ที่ที่ไกลแสนไกล…?

ตัวเขาพยายามหลีกเลี่ยงข้อสันนิษฐานนี้มาโดยตลอด..

..เหตุผลที่หาอีกฝ่ายเท่าไหร่ก็ไม่เคยเจอเลยสักครั้ง

แม้ว่าจะทำทุกวิถีทางเท่าที่ตระกูลแบล็คพอจะทำได้

แต่ก็ไม่เคยเจอ..

ไม่เอาน่า..ไม่ใช่หรอก..บางที..ไคลด์อาจจะแค่ย้ายเมืองไป..

แต่ดูเหมือนว่า..บางที..

ความบังเอิญจะมีอยู่จริง

.

.

“อ๊ะ! ขอโทษค่ะ” หญิงสาววัยทำงานผมสีน้ำตาลเอ่ยขอโทษทันทีที่เดินชนกับชายหนุ่มผิวเข้ม อีกฝ่ายก็กล่าวขอโทษเหมือนกันเพราะว่าเขาคงเหม่อจนเกินไป

“ไม่เป็นไรครับ ผมก็ขอโทษด้วย…… หะ” หน้าตาคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยรู้จัก..พอนึกดีๆ

“พะ-พี่? พี่ของไคลด์!” โทเคนแสดงสีหน้าดีใจก่อนจะถือวิสาสะจับข้อมือของอีกฝ่ายไว้ ..เผื่ออีกฝ่ายวิ่งหนีไปแล้วจะตามลำบาก

“อ เอ๊ะ!?” หญิงสาวคนนั้นทำท่าตกใจ ถึงจะพยายามสะบัดมือออกแต่ก็คงสู้แรงเด็กหนุ่มไม่ไหวหรอก กำลังจะอ้าปากตะโกนขอความช่วยเหลือจากใครก็ได้ มือหนาอีกข้างก็เอื้อมมาปิดปากไว้ได้ทัน

“พี่จำผมได้ไหม โทเคน โทเคนแบล็ค ที่เคยไปเล่นกับไคลด์บ่อยๆ”

…จำได้สิ ทำไมจะจำไม่ได้

“…” เธอพยักหน้าก่อนจะค่อยๆสงบลง ร่างสูงก็ผละมือออกด้วยเช่นกัน

“ผมมีเรื่องจะถาม..ได้โปรดอย่าปิดบังผมเลยนะ”

“ไคลด์..สินะ?”

บรรยากาศในบทสนทนาดูหดหู่ลงไปอย่างน่าใจหาย.. เสียงขอหญิงสาวสั่นเครือแปลกๆ

โทเคนไม่ใช่คนโง่

เขาดูออก..

แต่หวัง..

ได้แต่หวัง

หวังว่า..

ไม่ใช่

ไม่ใช่แบบที่กำลังคิด

“จริงๆ..ถูกขอเอาไว้”

“แต่ถ้ายังยืนยันที่อยากจะรู้..”

“ครับ ผมอยากรู้”

“อย่างที่เข้าใจนั่นแหละ..น้องชายของฉัน จากไปแล้ว

….

เรื่องตลกที่พระเจ้าสร้างขึ้นมากลั่นแกล้งเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่ายังไม่จบสิ้นไปสักที ทำไมถึงลังเกียจคำขอร้องของเขาขนาดนั้นกัน?

ยังเลย..

ยังไม่ได้พูดออกไปเลย

ไม่เคยได้พูดออกไปเลย..

“ตั้งแต่..ตั้งแต่เมื่อไหร่” ร่างสูงกว่ากำหมัดแน่น พยายามควบคุมเสียงของเขาไม่ให้สั่นจนเกินไป.. แต่หัวใจของเขา มันทนไม่ไหวแล้วจริงๆ

“หลังจากออกจากโรงพยาบาล…”

“นายก็น่าจะรู้ว่าฉันไม่ค่อยมีเวลาอยู่บ้านสักเท่าไหร่”

“..แต่มันเป็นความผิดของฉันเอง ที่ปล่อยให้ไคลด์อยู่คนเดียว..”

“……” ความเงียบเข้าปกคลุมบทสนา โทเคนพูดอะไรไม่ออก..อันที่จริงมันมีบางอย่างมาจุกอยู่ที่ลำคอ

‘เพราะกลัวที่จะเอ่ยคำลายังไงล่ะ’

แบบนี้เอง..

..สินะ?

“ไคลด์เขียนจดหมายทิ้งเอาไว้ ..ฉันเก็บมันติดตัวไว้ตลอด แต่ถ้านายอยากจะเก็บมันไว้แทน.. ฉันให้ละกัน” เธอว่าเพียงเท่านั้น ก่อนจะค้นบางอย่างในกระเป๋าสะพาย กระดาษสีน้ำตาลอ่อนที่มีรอยยับและคราบสีเหลืองบ่งบอกระยะเวลา

แต่เหมือนไคลด์จะชอบนายมากเลยนะ ฝ่ามือตบลงบนไหล่เบาๆของคนอายุน้อยกว่า ..เธอสามารถพูดเรื่องแบบนี้ออกมาโดยไม่ร้องไห้ได้สักระยะแล้ว..จะว่ายังไงดี เธอก็ผ่านการสูญเสียครั้งใหญ่มาเหมือนกัน..ทั้งพ่อ ทั้งแม่..ตามด้วยน้องชาย

โทเคนมองกระดาษแผ่นนั้นในมือ

..สุดท้ายก็ตัดสินใจเปิดมันอ่าน

‘ พี่..ผมขอโทษ แต่ผม..ไม่ไหวแล้ว ผมอยู่ไม่ได้หรอก ผมทำไม่ได้..ผมลืมไม่ได้ ผมจำมันได้ทุกอย่างเลย ..ทำไมผมถึงไม่ตายไปพร้อมกับพ่อและแม่ล่ะ ..ทำไมถึงทิ้งผมไว้ล่ะ? ทำไม..ทำไมกัน ..ผมขอโทษจริงๆนะ อย่าโกรธผมเลย..พี่อย่าโกรธผมนะ ’

‘ และ..คำขอจากผม..อย่าบอกเรื่องนี้กับใคร ขอร้อง..ผมอยากให้ทุกคนลืมเรื่องของผม..โดยเฉพาะโทเคน.. ’

‘ ได้โปรด..ปิดบังเขาด้วย ’

‘ ผมไม่อยากให้เขาต้องมาเจ็บปวดแทนผม.. ’

‘ ไม่อยากให้เขาต้องมาเจ็บปวดในเรื่องของผม ’

‘ เพราะผมมันขี้ขลาดเกินไป..คนอย่างผมน่ะ..แม้แต่คำบอกลา ’

‘ ยังไม่กล้าพูดออกไปเลย ’

‘ ผม..’

“ชอบ..ดอกเยอบีร่านะ”

“นายมันงี่เง่าเสมอเลยนะรู้ไหม..?” โทเคนเอ่ยออกไปอย่างแผ่วเบา น้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้หลั่งไหลออกมาไม่หยุด

..อย่าว่าแต่นายเลย

ฉันเอง..ก็ไม่กล้าเอ่ยคำบอกลาเหมือนกัน

.
.

.

“ว่าไง ดีขึ้นบ้างไหม?” เสียงทักทายจากคนเปิดประตูห้องผู้ป่วยหมายเลข 304 ทำเอาคนบนเตียงหันมาด้วยความแปลกใจ

“มาอีกแล้ว..ไม่เบื่อหรอ…?”

“ไม่มีทาง ฉันจะมาทุกวันเลยคอยดู” ชายผิวเข้มหัวเราะเบาๆกลบเกลื่อนก่อนจะเอาช่อดอกเยอบีร่าหลากสีสันมาจัดไว้ในแจกันใบสวย

“ดอกนี่อีกแล้ว….?”

“ความหมายดีจะตาย….นายไม่ชอบหรอ?”

.
.
.
.
.
.
.
.
.

นายคือแสงสว่างของชีวิตฉัน

ฉันตกหลุมรักนายไปโดยไม่รู้ตัว

จะรักและมั่นคง..

และซื่อตรงแต่เพียงนาย..

.
.
.
.
.
.

ไคลด์ระบายยิ้มสดใสบนใบหน้า.. รอยยิ้มที่แม้แต่โทเคนเองก็ไม่ได้เห็นมานานแล้วเหมือนกัน

“..ฉันไม่เก่งเรื่องภาษาดอกไม้หรอกนะ”

 

End

สรุป #SPGerbera 
.
.

– อุบัติเหตุที่ไคลด์เจอคือทางรถยนต์ พ่อและแม่ของไคลด์นั่งอยู่ที่เบาะหน้าทั้งคู่ ดังนั้นข้างหน้าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด จากการชน อย่างที่รู้ๆกันก็คือเสียชีวิตค่ะ ส่วนไคลด์ได้รับบาดเจ็บ

ภาพที่ไคลด์เห็นมันค่อนข้างชัดเจนค่ะ แม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาทีที่ถูกชน แต่ไคลด์เห็นพ่อและแม่ของตนเองตายต่อหน้าต่อตา.. และไคลด์เป็นคนเดียวที่รอด มีคนเห็นเหตุการณ์เข้าไปช่วย ในช่วงนั้นไคลด์สติเริ่มจะหลุดลอยและสลบไป

** พี่สาวของไคลด์ไม่ได้ไปด้วยในครั้งนี้

(?) จากบทสนทนาในช่วงแรกที่ไคลด์พูดกับเพื่อนๆมันช่างดูห่างเหิน แต่ทำไมฉากสุดท้ายที่คุยกับโทเคนถึงไม่เหมือนกัน?

อันนี้อธิบายได้ค่ะ
เนื่องจากต้องเข้าใจว่าวันที่เพื่อนๆมามาเยี่ยมคือวันที่ไคลด์ได้สติแล้ว และได้รับรู้ว่าตัวเองสูญเสียสิ่งสำคัญไป คงไม่มีใครร่าเริงได้ไวขนาดนั้นหรอกค่ะ ถึงแม้ไคลด์จะอำเพื่อนๆ แต่รอยยิ้มมันคือการฝืน และไคลด์ร้องไห้มาก่อนแล้ว ร้องมาเยอะมากพอแล้วหลังจากที่ได้รับรู้ความจริง ดังนั้นการแสดงออกจึงออกมาในลักษณะเพิกเฉยชินชา

ส่วนบทสนทนาในฉากสุดท้ายเป็นระยะเวลาเดือนกว่าๆ ก่อนออกจากโรงพยาบาลไม่กี่วันค่ะ

(?) ทำไมไคลด์ถึงฆ่าตัวตาย
เพราะว่าไคลด์รับทุกอย่างไม่ไหวค่ะ เรียกง่ายๆว่าน้องเลือกที่จะทิ้งทุกอย่างเพื่อที่ตัวเองจะได้หลุดพ้นจากภาพที่ตา ลองจินตนาการภาพดูนะคะ สูญเสียคนที่รัก และพี่แท้ๆแทบไม่มีเวลาให้ ถึงโทเคนจะมาเยี่ยมบ่อย มาอยู่เป็นเพื่อนก็เถอะ แต่น้องรู้สึกว่ามันไม่แฟร์เลยที่พ่อกับแม่ทิ้งน้องไว้

(?) น้องตายเมื่อไหร่
หลังจากออกจากโรงพยาบาลไม่กี่วันค่ะ ในสัปดาห์นั้นโทเคนติดสอบเก้็คะแนนเลยไปหาไม่ได้สองสามวัน กลับมาอีกทีน้องย้ายออกไปแล้ว

(?) ไคลด์ตายยังไง
น้องฆ่าตัวตายโดยการกินยาค่ะ ก่อนตายก็เขียนจดหมายบอกพี่ไว้ด้วย เป็นการฆ่าตัวตายที่วัดใจค่ะ เพราะถ้าน้องกินยา น้องจะต้องทรมานอย่างนั้นไปอีกหลายชั่วโมง หากพี่สาวกลับมาช่วยทันน้องจะรอด และพี่สาวคงจะสนใจเอาใจใส่น้องมากขึ้น (ในความคิดน้องนะ)

แต่เกมเดิมพันนี้น้องเป็นฝ่ายชนะค่ะ เพราะน้องอดทนไม่ไหว น้องจึงยอมที่จะจากไปดีกว่า

(?) ทำไมถึงตายด้วยวิธีนี้
– คำตอบง่ายๆเลยค่ะ ตายแบบนี้เงียบที่สุดแล้ว เพราะหากกระโดดจากชั้นสองโอกาสพิการมีมากกว่าตาย

(?) สาเหตุที่โทเคนรู้สึกว่าไคลด์ยังคงอยู่ในห้อง
– เพราะน้องตายในห้องค่ะ..และเหมือนน้องจะยังอยู่
(อันนี้ไม่จำเป็นต้องตีความเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติค่ะ แต่ให้ตีความว่าเป็นความรู้สึกสุดท้ายของน้องที่ยังหลงเหลืออยู่ก่อนตาย)

และโทเคนเองก็ฝันถึงน้องในทุ่งดอกเยอบีร่าด้วย
[ เปรียบเสมือนดอกเยอบีร่าเป็นเครื่องเชื่อมโยงความรู้สึกของทั้งคู่ เพราะโทเคนเอาดอกนี้ไปให้ไคลด์ทุกวันที่โรงพยาบาล รวมถึงทุกครั้งที่มาในบ้านของไคลด์ที่ซื้อไว้ ]

(?) ซื้อบ้านไม่รู้หรอกว่ามีคนตาย = ปกติเขาจะบอกไหมคะว่ามีคนตาย(…)

(?) ทำไมพี่สาวไม่ได้มาทำธุระในการซื้อบ้านต่อของโทเคน = เพราะพี่สาวยุ่งอยู่กับการจัดการงานศพของไคลด์ที่เมืองอื่นค่ะ

(?) ความสัมพันธ์ของไคลด์กับโทเคนสรุปเป็นยังไง
– น้องพอจะเดาได้ว่าโทเคนชอบน้องค่ะ และน้องเองก็รู้ตัวเองเหมือนกันว่าชอบโทเคน แต่ทั้งคู่ก็ไม่เคยพูดคำว่ารักออกมาเลย

ที่น้องเลือกที่จะไม่อยู่แล้ว เพราะน้องทรมานกับความทรงจำที่มีอยู่ อย่างที่บอกว่าน้องลบภาพวันนั้นออกไปไม่ได้จริงๆ มันตามหลอกหลอนน้องค่ะ

น้องเสียใจเหมือนกันนะคะที่เลือกทำแบบนั้น นี่จึงเป็นสาเหตุที่น้องบอกว่า
“กลัวที่จะเอ่ยคำลา”

เลยเลือกที่จะไปแบบเงียบๆ ไม่อยากให้ใครรู้โดยเฉพาะโทเคน เพราะน้องรู้ว่าโทเคนรู้สึกยังไง ถ้าโทเคนรู้ว่าน้องตัดสินใจทำแบบนั้น โทเคนจะเจ็บปวดค่ะ
(แต่ความลับก็ไม่มีในโลกนะ วันใดวันหนึ่งก็ต้องรู้..)

(?) “ผมชอบ..ดอกเยอบีร่านะ”
– เป็นประโยคที่น้องอยากจะพูดมานานแต่น้องไม่เคยได้พูดออกไป ในช่วงท้ายเรื่องโทเคนพูดกับน้องว่า “ความหมายดีจะตาย….นายไม่ชอบหรอ?”

น้องรู้ความหมายค่ะ แต่แกล้งตอบอ้อมๆไปว่าไม่เก่งภาษาดอกไม้

สุดท้าย น้องก็ไม่ได้บอกโทเคนว่าน้องชอบนะ

** ในงานศพของน้อง มีดอกเยอบีร่าตกแต่งด้วยค่ะ พี่สาวเข้าใจว่าเป็นคำขอของน้อง

(?) ทำไมพี่สาวถึงไม่ว่างและปล่อยให้น้องอยู่คนเดียวในวันที่ต้องตัดสินใจจะจากไปยังที่ไกลแสนไกล
– เพราะมีมรดกที่ต้องจัดการค่ะ ครอบครัวโดโนแวนในเรื่องเราค่อนข้างจะใหญ่ดังนั้นมรดกจะเยอะแยะยุ่งไปหมด พี่แกวุ่นๆ แต่หมอก็เอ่ยเตือนไว้เหมือนกันว่าให้สังเกตอารมณ์ด้วย เพราะผู้ป่วยที่ผ่านช่วงระยะเวลานั้นค่อนข้างจะอาการแย่

(?) ญาติไม่มาช่วยเหลือเลย
– ความตระกูลใหญ่เนอะ ก็จะมีคนหวังผลประโยชน์แบบนี้แหละค่ะ สุดท้ายแล้วพี่สาวต้องแบกรับทุกอย่างเอาไว้คนเดียว ดังนั้นพอไคลด์ตาย พี่สาวจึงขายบ้านเก่าทิ้ง(ปกติตัวเองไม่ค่อยได้อยู่อยู่แล้ว)

อ้าวแล้วแบบนี้จบดีหรือไม่ดี??

– อยู่ที่คนอ่านแล้วล่ะค่ะว่าจะตีความไปทางไหน

Advertisements

「OS」 ‘ Li[f]e ’ #PrompNoct | FFXV

Title : ‘ Li[f]e ’
Pairing : Prompto × Noctis #PrompNoct | FINAL FANTASY XV
Author : NJ `H o N ö
Rating : PG-15

Ps. รูทเมากาวกับความขี้มโนของเราเองค่ะ
แอบเอาแนวคิดที่คุยกับพี่แบ๋มเล่นๆในแชทมาเขียนด้วย #สารภาพ—
ยังไงก็ขอฝากด้วยนะคะ ภาษาที่ใช้ของเรามันอาจแปลกๆ.. ผิดพลาดประการใดขอโทษด้วยค่ะ UuU

*รีอัพจากเฟสบุ๊คเด้อ*


 

ไม่มีใครรู้ความลับของพรอมพ์โต้..
และเขาก็หวังว่าจะไม่มีใครมาล่วงรู้ความลับของเขา..

ความลับที่อาจทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปตลอดกาล
.
.
.
“อิกนิส!” เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นจากในเต้นท์ คนถูกเรียกดันแว่นเล็กน้อยก่อนจะขานรับ

“ครับ?” ตอนนี้เขาไม่มีเวลาจะเดินไปหาหรอก เพราะกำลังสาละวนกับการทำอาหารเช้าให้ทายาทกษัตริย์แห่งอาณาจักรลูซิสและผู้ร่วมเดินทางอยู่ นั่นจึงทำให้ น็อคทิส ต้องออกมาคุยกับคนข้างนอกด้วยตนเอง

“นาย..นายเห็นพรอมพ์โต้ไหม?” ก่อนที่จะแสดงความเป็นห่วงออกไปเกินหน้าเกินตา องค์ชายจึงคุมน้ำเสียงให้สงบลงและเอ่ยถามด้วยสีหน้าเฉื่อยชา

ปกติแล้ว..เพื่อนสนิทผมทองจะตื่นเวลาไล่เลี่ยกับเขา..และถ้าตื่น เขาก็ต้องถูกปลุก

..มันแปลก ..รู้สึกแปลกๆ

“ฉันตื่นมาก็ไม่เห็นแล้ว” เลขาส่วนพระองค์เงยหน้าขึ้นมองอย่างสงสัย คำตอบที่ได้รับทำเอาแววตาสีน้ำเงินวูบไหว ลางสังหรณ์ในอกทำให้รู้สึกเริ่มกระอักกระอ่วนจนต้องยกมือขึ้นมากุมขยำเสื้อไว้ คนที่กำลังทำอาหารอยู่ถึงกับต้องวางมือแล้วรีบมาหา

“น็อคโตะ ..โอเคไหม?” องค์ชายพยักหน้าเบาๆก่อนจะปัดมือให้อิกนิสไปทำอาหารต่อ

“อาจจะไปถ่ายรูปวิวธรรมชาติก็ได้นะ” ชายสวมแว่นยกจานไปวางไว้ที่เก้าอี้แต่ละตัว ก่อนจะเดินเข้าเต้นท์ไปปลุกชายตัวโตร่างหมีขี้เซาที่วันนี้หลับยาวผิกปรกติ

น็อคทิสเดินไปที่เก้าอี้ของตนเองแล้วยกจานมาถือไว้ก่อนจะนั่งลง สายตามองไปรอบๆ หวังจะเจอเพื่อนสนิทของตนเดินกลับมา ..แต่ทว่าไม่มี

หลังจากที่กลาดิโอ้ตื่น เขาก็ถามหาพรอมพ์โต้เช่นเดียวกัน ซึ่งคำตอบที่ได้รับก็ทำให้เขาส่ายหัวทันที

“น็อคโตะ นายจะรอพรอมพ์โต้เพื่อกินข้าวพร้อมกันราวกับครอบครัวแสนสุขหรอ?” ชายร่างใหญ่ขมวดคิ้ว ก่อนจะเคี้ยวเนื้อชิ้นโตฝีมืออิกนิส คนถูกเรียกถอนหายใจออกมาหน่อยๆก่อนจะตักเข้าปาก

บทสนทนาระหว่างรับประทานอาหารแทบจะไม่มี..

เมื่อรู้สึกว่าพรอมพ์โต้หายไปนานเกินไป ทั้งสามคนก็เริ่มเป็นห่วงยิ่งขึ้น จึงวางแผนแยกย้ายกันออกตามหา แต่ในขณะเดียวกัน ชายผมสีทองก็เดินเข้ามานิ่งๆด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“พรอมพ์โต้!” ทุกคนตะโกนออกมาพร้อมกันแล้ววิ่งไปหา คนถูกเรียกชะงักนิดหน่อยก่อนจะระบายยิ้มออกมาทันที

“นายไปไหนมา?”

“อา..ขี่ โจโคโบะ” ชายร่างเล็กทำสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะตอบออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

“ไม่มีเวลาแล้ว นายควรกินแล้วรีบออกเดินทาง” ชายสวมแว่นเดินไปหยิบจานข้าวมาให้ พรอมพ์โต้รับมาก่อนจะเดินไปนั่งที่ประจำ ราวกับไม่มีอะไรเกิเขึ้น

ทุกอย่างดำเนินไปตามปรกติ..กึ่งไม่ปรกติ..

วันนี้พรอมพ์โต้แทบจะไม่พูด หรือร้องเพลงเลยด้วยซ้ำ มีสิ่งเดียวที่ปรกติคือเขามักจะเหม่อลอยตอนต่อสู้ เลยทำให้ล้มลงไปบ่อยๆ
..แต่ดูเหมือนว่าทุกคนจะชินกันเสียแล้ว

.
.

หลายวันผ่านไป พรอมพ์โต้เริ่มกลับมาเป็นเหมือนปรกติ เริ่มพูดคุย เริ่มกลับมาถ่ายรูป

..แต่ในความรู้สึกของน็อคทิสกำลังค้านว่า “ไม่ใช่”

มีหลายครั้งด้วยกันที่พรอมพ์โต้มองน็อคทิสด้วยสายตาแปลกๆ ..เจ้าตัวก็รู้สึกตัวดี เคยถามกลับไปเหมือนกัน แต่คำตอบที่ได้กลับมานั้นเป็นรอยยิ้มเสียส่วนใหญ่..

องค์ชายน็อคทิสและสหายผู้ร่วมเดินทางอีกสามคนได้พบอุปสรรค์มากมายในการเดินทาง ..แต่มันก็กลายเป็นเรื่องปรกติไปเสียแล้ว

พักหลังมานี้ เวลาตั้งแคมป์ พรอมพ์โต้มักจะเดินออกไปที่ไหนสักแห่งเงียบๆ ก่อนจะเดินกลับมาเข้าวงด้วยสภาพที่มือไม้มีแผลเต็มไปหมด เมื่อน็อคทิสเห็นแบบนั้น เขาก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้

หลังจากอาหารค่ำ ว่าที่กษัตริย์คนต่อไปแห่งอาณาจักรลูซิสดึงมือของชายหนุ่มผมสีทองให้เดินออกไปกับเขา ท่ามกลางสายตามึนงงของกลาดิโอ้และอิกนิส และสุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาพร้อมๆกัน ก่อนจะพูดคุยกันต่อ

“น็อค? จะพาฉันไปไหน” สรรพนามที่ใช้เรียกเริ่มแปลกไปหลังจากที่เดินออกมาไกลจากจุดแคมป์พอสมควร มือที่จับมืออีกคนไว้สั่นเล็กน้อย ก่อนที่จะปล่อยและหันหน้ามาเผชิญหน้ากันตรงๆ

“พรอมพ์โต้ ..นายคือะพรอมพ์โต้ใช่ไหม?” ในที่สุดก็ได้ถามคำถามที่ข้างคาใจเสียที..ที่เหลือก็คงขึ้นอยู่กับคำตอบ

“..ทำไมถามแปลกๆ? ฉันก็คือฉันไม่ใช่หรอ?” พรอมพ์โต้ระบายยิ้มออกมาหลังจากพูดจบประโยค คนฟังส่ายหน้าเล็กน้อยกับสิ่งที่ได้ยิน

“..นายแปลกไป” ดวงตาสีสวยขององค์ชายวูบไหว..เขารู้สึกแปลกๆตั้งแต่วันนั้นแล้ว.. ทำไมถึงรู้สึกว่า คนที่ยืนตรงหน้า.. ไม่ใช่คนที่เคยรู้จักมาก่อนกันล่ะ?

“ไร้สาระน่า”

“แต่ฉันว่ามัน!”

พรึบ!

แผ่นหลังของน็อคทิสถูกดันติดกับต้นไม้ โดยมีมือที่มีผ้าพันแผลของพรอมพ์โต้รวบเอาไว้ เจ้าชายทำสีหน้าตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ..หากเป็นเมื่อก่อน เขาสามารถสลัดอีกคนออกได้ง่ายๆแท้ๆ!

“ฉันไม่รู้ว่านายกำลังคิดอะไร.. แต่สิ่งที่ฉันจะบอกคือ ฉันไม่เข้าใจมันเหมือนกัน” ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันไม่กี่คืบ มือของพรอมพ์โต้บีบแรงขึ้นจะเกิดเป็นรอยช้ำ คนที่ฟังข้อความขมวดคิ้วด้วยความเจ็บปวดและไม่เข้าใจ แว๊บนึงที่ดวงตาของพรอมพ์โต้เปลี่ยนเป็นสีแดง..ซึ่งไม่ใช่สีของดวงตาจริงๆของเขาคนนั้นแน่นอน..

องค์ชายน็อคทิสตัวสั่น..สถานการณ์แบบนี้มันชวนทำให้กลัวไปหมด..

“อ๊ะ! โทษทีนะ~” ว่าแล้วชายผมทองก็ปล่อยมือออกจากมือของคนตรงหน้า ..ไม่รู้ว่าทำไม

“ฉันล้อเล่นน่า ตกใจรึเปล่าล่ะ?” เขาหัวเราะออกมา แต่ทว่าคนฟังที่น้ำตาปริ่มๆจวนจะไหลออกมาไม่ตลกด้วย พรอมพ์โต้จิ๊ปากเบาๆแล้วพูดต่อ

“น็อคโตะอย่าร้องสิ เดี๋ยวอิกนิสก็ว่าฉันหรอกน่า~ กลับไปหาทุกคนกันเถอะ!” เขาแสร้งยิ้มออกมาอย่างร่าเริง ก่อนจะดึงมืออีกคนไปเบาๆให้เดินตามเขาไป

..ไอ้ความรู้สึกปวดที่ตรงอกแปล๊บๆ คืออะไรกันนะ..? ‘

.

.

.

หลายวันต่อมา รอยช้ำที่ข้อมือของน็อคทิสเริ่มจางลง ..ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะถูกอิกนิสถามด้วยความเป็นห่วงก็เถอะ
เขาทำได้เพียงทำหน้างงอย่างที่เคยเป็น และทำเป็นว่าไม่รู้สาเหตุเหมือนกัน นั่นจึงทำให้เลขาส่วนพระองค์เลิกสงสัย และหายามาให้ทาแทน

แต่สำหรับกลาดิโอ้ไม่ใช่แบบนั้น…
ดูยังไงก็รอยนิ้วมือชัดๆ
และดูเหมือนว่าเขาจะเริ่มรู้สึกว่าเพื่อนสนิทขององค์ชายเริ่มแปลกไป.ฝ เลยจับตามองอยู่ห่างๆ

ส่วนทางด้านของพรอมพ์โต้นั้นก็ไม่มีอะไรมาก ทำตัวตามปรกติต่อไปเรื่อยๆ

แต่นั่นก็เพียงต่อหน้า..หากเมื่อใดที่อยู่กับน็อคทิสสองต่อสอง เขาจะเปลี่ยนไปเป็นอีกคน…

บางครั้งพรอมพ์โต้ก็ไม่เข้าใจอาการบางอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ..รู้สึกแปลกทุกครั้งเมื่อมองเข้าไปยังดวงตาสีน้ำเงินอันน่าหลงใหล

“พรอมพ์โต้” อิกนิสวางมือบ่นไหล่ของชายหนุ่มผมสีทอง คนถูกสัมผัสสะดุ้งเฮือกหลุดออกจากภวังค์ ก่อนจะแสร้งยิ้มแล้วทำหน้างง

“ไปกันได้แล้ว” ชายผมดำดันแว่นเล็กน้อยก่อนจะเดินนำไป ..พรอมพ์โต้เลยต้องลุกตามออกไป

ไป..ทั้งๆที่ในหัวมีแต่งเรื่องของน็อคทิสเต็มไปหมด

.
.

วันนี้ปีศาจออกมาเยอะผิดปรกติ ราวกับถูกใครบางคนควบคุมไว้อยู่

สี่สหายผู้ออกเดินทางเข้าไปตามหาอาวุธภายในถ้ำแห่งหนึ่ง
แต่โชคไม่ดีนักที่อยู่ดีๆหินในถ้ำก็ถล่มลงมาจนแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม

“น็อคโตะ โอเคไหม?” กลาดิโอ้ตะโกนมาจากอีกฝั่ง อันที่จริงเขาสามารถทำลายมันได้ด้วยพลังอันล้นหลามของเขา..แต่ติดที่ว่าอิกนิสเตือนเรื่องถ้ำจะถล่มลงมาทับตายกันหมดหากทำเช่นนั้น

“ฉันโอเค” เจ้าชายผู้เฉื่อยชานั่งอยู่บนพื้นและตอบกลับไป พลางเหลือบมองไปที่พรอมพ์โต้นิดหน่อย พออีกฝ่ายสบตาด้วยก็สะดุ้งเฮือก

“ฉันคิดว่าต้องมีทางเข้าทางอื่นอีกแน่.. น็อคโตะ พรอมพ์โต้ ล่วงหน้าไปก่อน..ฉันกับกลาดิโอ้จะหาทางเข้าไป” อิกนิสออกคำสั่ง ถึงจะกังวลเรื่องที่องค์ชายจะปลอดภัยหรือไม่ หากไม่มีพวกเขาอยู่ด้วยก็ตาม

“ระวังตัวด้วย” ชายร่างหมีย้ำ ..เพราะเขาไม่ไว้ใจพรอมพ์โต้เลย..

“เข้าใจแล้ว”

หลังจากเสียงฝีเท้าของคนสองคนออกไปจากตรงนั้น เจ้าชายน็อคทิสถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง

..เขาไม่ได้บอกเลขาส่วนพระองค์หรือโล่ห์แห่งกษัตริย์ว่าข้อเท้าของ้ขาแพลงหลังจากถอยหนี ..แต่จริงๆแล้วเหมือนคนดึงเสียมากกว่า

“อา.. บ้าจริง” ชายผมดำถอนหายใจออกมากี่ครั้งแล้วก็ไม่ทราบ เขาพยายามดันตัวขึ้น ..หากเป็นพรอมพ์โต้จริงๆ คงช่วยเขาไปแล้….

“ส่งมือมาสิ” น้ำเสียงเรียบๆของชายผมทองทำเอาความคิดขององค์ชายกระเจิงไปหมด มือที่ยื่นมาให้ก็ยิ่งทำให้งงเข้าไปใหญ่

แต่ในเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาอวดเก่ง

“ขอบใจ” น็อคทิสจับมือของคนที่ส่งมา แล้วอีกฝ่ายก็ดึงขึ้นเพื่อให้คนที่นั่งอยู่ยืนขึ้น

“..?” ว่าที่กษัตริย์ทำหน้าฉงน หลังจากที่ถูกดึงขึ้นมา แขนแกร่งของชายหนุ่มผมทองก็โอบรอบเอวของเขาไว้ ใบหน้าของทั้งสองใกล้กันมาก.. มากจนน่าใจหาย..

จังหวะหัวใจของน็อคทิสเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ ใบหน้าของพรอมพ์โต้ในตอนนี้นิ่งสงบราวกับสายน้ำ..

“อ๊ะ ..โทษที” พอคนที่โอบเอวอีกคนรู้สึกตัวอะไรสักอย่างก็ปล่อยมือ

เมื่อกี้มันอะไร..?
ทำไมในอกมันปวดเสียเหลือเกิน…

“..พรอมพ์โต้?” คนถูกเรียกจิ๊ปากในลำคอ ..เกิดอะไรขึ้นกับเขานะ

“ไปกันเถอะ” พรอมพ์โต้ทำท่าจะดึงอีกคนให้เดินตามไป แต่เจ้าตัวนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายข้อเท้าแพลงก็ถอนหายใจออกมา

“ฉันช่วย” แว๊บแรกในหัวกำลังจะยกตัวอีกคนขึ้นอุ้ม แต่แว๊บถัดมาเพียงแค่พยุงเฉยๆ..สุดท้ายเขาก็เลือกทำแบบที่สอง

น็อคทิสไม่พูดอะไรเลย และพรอมพ์โต้ก็เช่นกัน

เมื่อมีปีศาจโผล่ออกมา กลายเป็นว่าครั้งนี้ชายหนุ่มผมสีทองจะเข้าไปรับแรงปะทะแทน จนเซล้มไปหลายรอบ

ไม่เข้าใจเลย..ทำไมถึงได้อยากปกป้องขนาดนี้?

หลังจากการต่อสู้กับปีศาจจบลง พรอมพ์โต้เดินเข้าไปหาองค์ชายที่ยืนพิงผนังเพื่อหอบหายใจ ก่อนจะยื่นมือทั้งสองข้างไว้กับผนัง โดยมีน็อคทิสอยู่ระหว่างกลางของแขนสองข้าง

“..หงุดหงิดชะมัด ไอ้ความรู้สึกบ้าๆนี่” ชายผมสีทองพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ในขณะที้ดวงตาของคนฟังก็วูบไหวตามคำพูดนั้น

..ความรู้สึกแบบนี้มัน..
มากเกินไปแล้ว

พรอมพ์โต้ยกมือข้างที่พิงผนังมาที่บริเวณใบหน้าของน็อคทิส ดวงตาสีน้ำเงินนั้นมักทำให้ใจของเขาอ่อนวูบอยู่เสมอ ก่อนที่มือข้างนั้นจะเชยคางอีกคนแล้วบรรจงจุมพิตลงไปอย่างอ่อนโยน คนถูกสัมผัสรู้สึกแปลกๆที่ริมฝีปากจนทำตัวไม่ถูก..เขาไม่เคยถูกทำแบบนี้มาก่อน

“อึก..” เมื่อเริ่มหายใจไม่ออก องค์ชายน็อคทิสจึงพยายามกันคนตรงนั้นออก แต่ทำไมแรงของเขาถึงไม่มีกันนะ..? แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา พรอมพ์โต้พอจะเดาได้จึงรีบถอนริมฝีปากออกแล้วมาสบตากับอีกฝ่ายแทน

“อ..อะ อะไร?” ใบหน้าของคนพูดแดงก่ำ ดวงตาสีน้ำเงินสวยยังคงวูบไหวอยู่..ทำไมอยู่ดีๆถึง..

“..ทำไมฉันถึง.. ชอบนาย” ดูเหมือนว่าพรอมพ์โต้คนนี้จะไม่เข้าใจสิ่งที่อยู่ในหัวของเขา แขนซ้ายที่พิงผนังเปลี่ยนมาโอบเอวอีกคนไว้ พลางก้มหน้าซุกไหล่อีกคนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูสับสน

“พรอมพ์…?” องค์ชายน็อคทิสเอื้อมมือเพื่อกอดตอบ ..ถึงจะไม่เข้าใจอะไรก็เถอะ..

“อา..ดูเหมือนว่าฉันจะเข้าใจแล้วล่ะ.. ว่าไอ้ที่ปวดแปล๊บๆในอกมันคืออะไรกันแน่” ชายผมสีทองกระชับกอดอีกครั้ง

“มันคือความรู้สึกของแก..ที่ถูกถ่ายมาในตัวฉันนี่เอง พรอมพ์โต้”

“…”

“..นายหมายความว่ายังไง?” เมื่อองค์ชายน็อคทิสได้ยินอย่างนั้นถึงกับทำหนัาฉงน ..อะไรกันนะ คำพูดแบบนั้น?

“ตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้.. ที่ฉันฝืนคำสั่งของสมอง.. ตั้งแต่ตอนไหน..? ฉันเองก็ไม่รู้..ว่าทำไมถึงรู้สึกเจ็บแปล๊บทุกครั้งเมื่่อมองเข้าไปในดวงตาของนาย” พรอมพ์โต้เงยหน้าขึ้นแล้วเลื่อนริมฝีปากไปที่ข้างหูของคนในอ้อมกอด

“ดูเหมือนว่า..ฉันจะชอบนาย ชอบนายจริงๆ”

พอได้ยินแบบนี้อีกครั้ง เจ้าชายผู้เฉื่อยชาเริ่มตัวสั่นพร้อมกับน้ำตาที่ปริ่มๆเหมือนจะไหลออกมาได้ทุกเมื่อ..

ทำไม..ฉันถึง…

“ดูเหมือนฉันจะเข้ามาขัดจังหวะสินะ” เสียงอันคุ้นหูดังขึ้นจนทำให้ทั้งสองคนต้องหันไปมอง และดูเหมือนว่าพรอมพ์โต้จะตกใจมากกว่าว่าที่กษัตริย์แห่งลูซิส จนต้องผลักตัวเองออกมา

“ทำไมกันนะพรอมพ์โต้ ให้แฝงตัวมาสอดแนมแท้ๆ ทำไมดันไปสารภาพรักแบบนั้นล่ะ?” เสียงของชายผมสีม่วงแดงลักษณะคล้ายอยู่ในช่วงวัยกลางคนดังขึ้นพร้อมกับสีหน้าแสนยั่วโทสะ

“หมายความว่าไง..อาร์ดีน?” สีหน้าของน็อคทิสในตอนนี้เต็มไปด้วยความสับสน แววตาสีน้ำทะเลลึกถามหาคำตอบจากชายสวมหมวก

“อ้าว? นี่ท่านไม่รู้หรอ? ว่าพรอมพ์โต้เกิดที่นิฟเฟอร์ไฮม์?” คำพูดของของอาร์ดีนทำเอาว่าที่กษัตริย์แห่งลูซิสชะงักไปชั่วขณะ

..หรือว่าเขาถูกหลอก..?

“ดูเหมือนว่าฝ่าบาทจะไม่เชื่อ งั้นลองดูที่ข้อมือขวาของเพื่อนรักดูสิ” เขายักไหล่แล้วยิ้มยียวนกวนประสาท ..ไม่ต้องรอคำสั่ง พรอมพ์โต้ยกแขนข้างขวาขึ้นมาเพื่อปลดสิ่งที่ปกปิด ‘ความลับ’ ของเขามาโดยตลอด

“เท่านี้ก็รู้แล้วสินะ? ว๊า~ แล้วจะยังเป็นเพื่อนกันอยู่ไหมล่—”

“แล้วมันยังไงล่ะ?” เสียงอันแหบพร่าของเจ้าชายดังขึ้นเบาๆ จนทำให้ชายผมสีม่วงแดงตกใจเล็กน้อย

“หา?”

“แล้วมันทำไมล่ะ! ใครสนกัน…ใครสนกันล่ะว่าจะมาจากไหน! …พรอมพ์น่ะ..พรอมพ์โต้..! พรอมโต้เป็นคนสำคัญของฉันเลยนะโว้ย!” น็อคทิสกำมือสองข้างแน่นและเค้นเสียงออกมาให้ดังที่สุด ชายหนุ่มผมสีทองที่ยืนอยู่ข้างๆถึงกับหลุดออกจากภวังค์และหันไปมอง

“..ฉันไม่สนใจหรอก ไม่สนใจด้วย.. ถึงนายจะมาสอดแนมจริงๆ หรือไม่ว่าอะไรก็ตาม..! เพราะยังไงนายก็อยู่เคียงข้างฉันเสมอ.. เพราะงั้น.. เพราะงั้น!——”

“เก็บไว้พูดกับฉันตัวจริงเถอะนะ” พรอมพ์โต้ระบายยิ้มออกมาแล้วถอนหายใจ ก่อนจะเดินไปยืนข้างหน้าองค์ชาย เพื่อพูดคุยกับชายสวมหมวกราชทูตหนึ่งเดียวของจักรวรรดินิฟเฟอร์ไฮม์

“ฉันขอล้มเลิกภารกิจ” ชายผมสีทองกางแขนบังคนข้างหลังไว้..

ขอเถอะนะ..หากฉันยังสามารถมีประโยชน์สำหรับนาย..

“เห้? แบบนี้ก็เท่ากับว่า….” ดูเหมือนพรอมพ์โต้จะหยิบปืนคู่ใจขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เขาหันปากกระบอกปืนไปที่ชายสวมหมวก คนถูกเล็งเป้าหมายขยับหมวกเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้น

“อย่าโง่ไปหน่อย”

“ไม่ใช่” และแล้วคนถือปืนก็เปลี่ยนเป้าหมายกลายเป็นว่ามาจ่อเข้าที่ขมับของตัวเอง

“พรอมพ์โต้! นายจะทำอะไร!” น็อคทิสเริ่มรู้สึกไม่ดีเมื่อเห็นแบบนั้น..ถ้าเป็นตอนนี้ อิกนิส กลาดิโอ้ จะทำยังไง..! เขาต้องทำยังไง!

“หากฉันไม่ตายด้วยน้ำมือของตนเอง..สุดท้าย แกก็ฆ่าฉันอยู่ดี”

“หรือไม่..แกก็อาจควบคุมฉันให้ทำร้ายน็อคทิส.. แบบนั้นไม่เอาด้วยหรอก” มือที่พร้อมจะเหนี่ยวไกลปืนได้ทุกเมื่อสั่นเทาเล็กน้อยกับการตัดสินใจนี้ ..แต่

เขาไม่อยากทำร้ายน็อคทิสอีกแล้ว

“ไม่พรอมพ์..ไม่” ว่าที่กษัตริย์แห่งลูซิสทำท่าจะเข้าไปห้าม แต่ความปวดก็แล่นขึ่นมาบริเวณข้อเท้าที่แพลง

“ขอโทษที่ตัวฉันโกหกนาย”

“แต่ก็นะ.. มีสิ่งหนึ่งที่ฉันไม่เคยโกหก”

“ฉันรักนายจริงๆนะ ..น็อค”

ปัง!

เสียงปืนหนึ่งนัดดังกึกก้องไปทั่วถ้ำ ตามด้วยร่างของชายหนุ่มผมสีทองที่ล้มลงบนพื้น ของเหลวสีดำสาดกระจายทั่วบริเวณ ขาทั้งสองข้างขององค์ชายน็อคทิสไร้เรี่ยวแรงจนล้มลงไปนั่งกับพื้น

..แม้กระทั่งพรอมพ์โต้ ก็ยังปกป้องไม่ได้…

‘ แปะ แปะ แปะ ‘
มือหนาของอาร์ดีนปรบมือเสียงดังอย่างชอบใจ ก่อนจะระบายยิ้มออกมา

“ดูน่าสมเพชเนอะ?”

“ว่าที่กษัตริย์แห่งลูซิสไร้น้ำยาขนาดที่ปกป้องเพื่อนตัวเองก็ยังทำไม่ได้เลยหรือเนี่ย?”

พอได้ยินเช่นนั้นรอบๆตัวขององค์ชายก็มีแสงสีฟ้าปรากฎขึ้นรอบๆ พร้อมกับอาวุธต่างๆที่ลอยอยู่เช่นกัน

“ดูเหมือนจะทำองค์ชายน้อยโกรธซะแล้วสิ?” เขาระเบิดหัวเราะออกมา ก่อนที่แสงสีแดงจะปกคลุมร่างไร้วิญญาณของพรอมพ์โต้ และหายไปราวกับไม่เคยมีอะไรอยู่ตรงนี้

“ไอ้เวรเอ้ย!” น็อคทิสเขวี้ยงดาบของตนไปที่่อาร์ดีน ..แต่เหมือนจะสายไป ร่างของชายสวมหมวกได้หายไปจากตรงนั้นเสียแล้ว…
.
.
.

“น็อคโตะ ทำไมถึงไม่ไปเจอที่สุสาน?” พอเห็นเวลาล่วงเลยผ่านไปนานมากผิดปรกติ อิกนิสกับกลาดิโอ้ก็วิ่งหน้าตื่นลัดเลาะตามเส้นทางต่างๆเพื่อย้อนกลับมาหาองค์ชายที่อยู่ใต้การดูแล

น็อคทิสตกอยู่ในภวังค์นานพอสมควร จนชายร่างหมีต้องเขย่าเรียกสติ

“กลาดิโอ้..? อิกนิส?” เจ้าชายผู้เฉื่อยชาหันมองหน้าทั้งสองคนนิ่งๆ ..เหตุการณ์เมื่อกี้ยังคงวนอยู่ในหัว

“แล้วนี่หน้าไปเปื้อนอะไรมาเนี่ย” เลขาส่วนพระองค์หยิบผ้าในกระเป๋าเสื้อมาเช็ดใบหน้าของอีกคน พอลองดมดีๆกลิ่นเหมือน..

น้ำมันเครื่องจักร..?

“..พรอมโต้น่ะ.. พรอมพ์..” ดวงตาสีน้ำเงินสวยวูบไหว บางสิ่งบางอย่างติดอยู่ที่ลำคอจนพูดไม่ออก

“อยู่ในสุสาน” กลาดิโอ้พูดขึ้นแล้วเกาหัวแกรกๆ ไม่เข้าใจว่าเจ้าชายผู้เฉื่อยชาจะทำหน้าคล้ายจะร้องไห้ทำไม

“หา?” น็อคทิสทำสีหน้าฉงนอีกครั้งกับคำพูดของชายร่างโต อิกนิสจึงเป็นคนอธิบายเพิ่ม

“พอพวกฉันอ้อมไปถึงข้างในสุสาน ก็พบพรอมพ์โต้นอนพิงหลุมศพอยู่ ..เหมือนจะหลับยาวเลยด้วย”

“อ๋อ..อย่าบอกนะว่าพรอมพ์โต้ทิ่งนายแล้วล่วงหน้าไปงีบก่อน!? แบบนี้ต้องจับมาตีซะให้เข็ด” พูดแล้วก็กำหมดชกฝ่ามือตัวเอง

นอกจากจะทำตัวน่าสงสัยแล้ว ยังทิ้งเจ้าชายไว้กลางถ้ำได้ลง!

“เปล่า ..ไม่ใช่” องค์ชายน็อคทิสส่ายหัวไปมาพลางทำท่าครุ่นคิด

ถ้าพรอมพ์โต้อยู่ที่สุสาน..แล้วใครกันล่ะอยู่กับเขา?

สุดท้ายนิ้วมืองามก็เลื่อนไปสัมผัสที่ริมฝีปากของตนเองและคิดบางอย่าง

..ไม่ ไม่ใช่ภาพหลอนแน่ๆ

“ยังไงก็เถอะ รีบไปที่สุสานกันเถอะ คงไม่มีใครอยากค้างในถ้ำกรอกนะ” อิกนิสดันแว่นแล้วพยุงตัวองค์ชายในการดูแลให้ลุกขึ้น และได้ทราบว่าข้อเท้าของอีกฝ่ายมีแผลเขียวช้ำจากอาการแพลง กลาดิโอ้เลยจำใจที่ต้องแบกเจ้าชายสะพายหลังไปที่สุสาน
.
.

หลังจากนำอาวุธของบรรพบุรุษมาได้สำเร็จ พรอมพ์โต้ก็ตื่นขึ้นด้วยอาการสะลึมสะลือ พอเห็นหน้าทุกคนก็สปริงตัวยื่นขึ้นอย่างดีใจจนเผลอเข้าไปกอดทุกคน

“ฉันคิดถึงทุกคนจังเลย!”

อิกนิสกับกลาดิโอ้ยืนงงๆกับสิ่งที่ชายผมสีทองพูด ..คงมีเพียงน็อคทิสที่รู้เหตุการณ์ทุกอย่าง

“แบบนี้เองสินะ..” เจ้าชายพึมพำเบาๆแล้วยิ้มบางๆ ก่อนที่จะมีหยาดน้ำใสๆไหลออกมาจากดวงตาแล้วซึมลงที่ไหล่ของพรอมพ์โต้ในขณะที่กอด

“น็อคโตะอย่าร้องนะ! ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว” ชายหนุ่มผมสีท้องยิ้มร่าเริงก่อนจะลูบผมสีดำขององค์ชายขี้แง

..ดูเหมือนพรอมพ์โต้ก็รู้เช่นเดียวกัน

ทิ้งให้ผู้เป็นดั่งโล่ห์แห่งกษัตริย์และเลขาส่วนพระองค์ถูกกอดรวมอย่างงงๆและสุดแสนจะไม่เข้าใจเหตุการณ์ จึงทำได้เพียงแค่ถอนหายใจออกมา

.
.

ในขณะที่กำลังเดินออกมาจากถ้ำ กลาดิโอ้กับอิกนิสเดินนำอยู่ข้างหน้าในระยะที่ห่างพอควร เพราะตอนนี้พรอมพ์โต้เป็นคนพยุงน็อคทิสให้เดินออกมาด้วยกัน

มีคำถามมากมายที่ชายหนุ่มผมสีดำอยากถามออกไป..แต่ดูเหมือนว่าจะไร้โอกาสนั้น..

“จริงๆหมอนั่นก็ดูเป็นคนดีน๊า~” ชายผมสีทองพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉกเช่นทุกครั้ง นั่นหมายถึง..พรอมพ์โต้คนนี้

คือตัวจริง

“หา? นายรู้?” น็อตทิสหยุดเดินและขมวดคิ้ว ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“เอ..จะว่าไงดีล่ะ? ทุกสิ่งทุกอย่างที่หมอนั่นทำ ฉันรับรู้ทุกอย่างนั่นแหละ แต่แค่ฉันทำอะไรไม่ได้..เพราะฉันก็คือฉันที่อยู่ในร่างนี้”

“แล้วหมายความว่า..?”

“บางอย่างที่หมอนั่นทำลงไป ก็อาจจะมาจากบางอย่างในตัวฉันที่ถูกถ่ายออกไปให้หมอนั่น”

“แต่ก็นะ..~ หมอนั่นมันขี้โกง” ว่าแล้วมือที่กำลังพยุงอีกฝ่ายก็กระชับเอวให้แน่นขึ้น

“บังอาจขโมยจุมพิตของน็อคโตะไปจากฉันเสียได้! ถึงจะเป็นฉันเหมือนกันก็เถอะ! แต่ไม่ยอมแพ้หรอกนะ!” ว่าแล้วก็ใช้โอกาสที่เจ้าของดวงตาสีน้ำทะเลลึกตั้งตัวไม่ทัน บรรจงริมฝีปากลงไป ลิ้นร้อนของพรอมพ์โต้สอดลึกเข้าไปในโพลงปากของอีกคนเพื่อหาความหวาน เป็นการจูบที่แสนอ่อนโยน..และเนิ่นนาน

“อ อือ–” น็อคทิสใบหน้าแดงก่ำ..ถึงจะถูกจุมพิตถึงสองครั้งมาแล้วก็เถอะ เป็นจุมพิตจากคนรูปร่างหน้าตาคล้ายกัน แต่ช่างให้ความรู้สึกที่แตกต่าง

“พ พรอมพ์โต้!” พอชายหนุ่มผมสีทองถอนริมฝีปากออกและเลียคราบน้ำลายที่ติดมุมปากของตน เสียงของเจ้าชายก็ดังลั่นขึ้นมาทันที

“แต่ก็ต้องขอบคุณหมอนั่นนะ ที่ทำให้นายชินกับการจูบ ” พรอมพ์โต้ขยิบตาให้ก่อนจะยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะนึกเรื่องสำคัญบางอย่างออก

“แล้วตอนที่คุยกับอาร์ดีนเนี่ย จะพูดอะไรต่อหรอ?”

“เอ๊ะ?” น็อคทิสทำหน้ามึนๆ ก่อนจะนึกย้อนกลับไป

‘ ….เพราะยังไงนายก็อยู่เคียงข้างฉันเสมอ.. เพราะงั้น.. เพราะงั้น!—— ‘

พอนึกขึ้นได้ ใบหน้าชาวเนียนที่ขึ้นสีก็แดงก่ำยิ่งกว่าเก่าจนเกือบจะใกล้เคียงมะเขือเทศ หนึ่งในผักที่เขาเกลียด..

“เปล่า!”

“เอ๋? อะไรอะน็อคโตะ!” ชายผมสีทองทำท่าจะงอแง

“ถ้านายไม่บอก ฉันจะบอกเองแล้วนะ?”

“หา?”

“ฉันรักนายนะน็อคโตะ” พรอมพ์โต้ก้มลงไปกระซิบที่ข้างหู ก่อนจะจูบเบาๆหนึ่งทีที่ใบหู นั่นยิ่งทำให้ว่าที่กษัตริย์แห่งลูซิสเขินหนักยิ่งกว่าเก่า

“พ พรอมพ์โต้!!”

คนถูกเรียกยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะพยุงอีกคนออกไปจนถึงหน้าปากถ้ำ ซึ่งมีกลาดิโอ้กับอิกนิสยืนรออยู่

..แต่ก็..นะ?

ไม่ว่าจะเป็นพรอมพ์โต้แบบไหนก็เถอะ..
เพียงแค่เป็นนาย..

ฉันก็.. รักนาย

Fin.


#เข้าสู่โหมดอภิปราย

เรื่องของเรื่องคือ เช้าวันหนึ่ง(ฉากแรก) พรอมพ์โต้ตัวจริงได้หายตัวไป และก็มีพรอมพ์โต้(ตัวปลอม) กลับเข้ามารวมกลุ่มแทน

ง่ายๆคือ ตั้งแต่พาร์ท1-3 ตัวจริงออกมาช่วงท้าย(..)

พรอมพ์โต้ตัวปลอมคือร่างโคลนนิ่งของตัวจริงค่ะ#แรงบันดาลใจจากบัคกองทัพพรอมพ์โต้และแนวคิดส่วนใหญ่จากพี่แบ๋ม
แบบ จริงๆแล้วพรอมพ์มีร่างโคลนเยอะมาก ลุงอาร์ดีนเลยใช้โอกาสนี้สลับตัวพรอมพ์ปลอมเข้าไปแฝงตัว แต่เจตนาจริงๆของลุงแกคืออยากให้น็อคโตะรู้ความลับ และเจ็บปวดวนไป

มาในส่วนของพรอมพ์ปลอม
สามารถแฝงตัวในอย่างแนบเนียน แต่การกระทำดูรุนแรงผิดแปลกจากพรอมพ์จริงเพราะเป็นร่างที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์

การแฝงตัวนั้นเกิดจากการถ่ายข้อมูลจากพรอมพ์จริงสู่ปลอม แต่บางอย่างก็ไม่ถูกส่งมา
พรอมพ์ปลอมเลยย้อนแยง(..) ไม่เข้าใจตัวเอง แต่พอไปๆมาๆ ก็เข้าใจเพราะสบตากับดวงตาของน็อค

และเรื่องที่พรอมพ์จริงรู้ทุกอย่างเนี่ยก็เพราะ มันมีจุดเชื่อมบางอย่างของเจ้าของความทรงจำ กับผู้รับความทรงจำ #เบียวมั๊กมาก

เรื่องตาสีแดงนี่ไม่มีอะไร พอดีมันเท่ห์(..)

มีอะไรสงสัยถามได้ค่ะ เดี๋ยวมาตอบ
หวังว่าทุกคนจะสนุกกับฟิคแห่งกาวโดยเรานะคะ 

[OS] RAIN (Ae x Tom)

Title : ‘ RAIN’
Pairing : Ae x Tom (Jirakorn x Isara)
Author : NJ H o N ö

Ps. ฟังเพลงคิดถึงที่ทั้งคู่ร้องไปด้วยวนไปจะได้ฟิลที่ดีค่ะ
ช่วงประมาณ 4 นาทีของเพลงเป็นต้นไป วนลูบตรงนั้นไปเลย(..)

**เนื้อหาในนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของตัวละครที่ได้นำมาอ้างอิง**

 

“คนเดียวที่..คิดถึง
ที่รักใจเธอคิดอะไร..

คิดถึงฉันหรือเปล่า..
ว่านอนหนาว..หัวใจ

อย่าทิ้งฉันไว้..คนเดียว…”

ผมนอนฟังเพลง ‘คิดถึง’ ที่ผมได้ร้องคู่กับหน้ากากอีกาดำอยู่คนเดียวบนห้องพัก

วันนี้วงของผมมีขึ้นคอนเสิร์ตที่ต่างจังหวัดในช่วงดึก
ดูเหมือนว่ามนกับพี่โอจะลงไปหาอะไรกินกับพวกมือเบสมือกลองในวง

..ก็ดี เงียบดี

ตอนนี้บรรยากาศเริ่มอึ้มครึมเหมือนฝนใกล้จะตก.. ยิ่งผมฟังเพลงนี้ ผมยิ่งนึกถึงช่วงเวลาที่ร้องเพลงนี้กับเขาบนเวที

..เอ๊ะ จิรากร

รุ่นพี่ที่อารมณ์ดีและมักจะชอบเล่นมุกตลกตลอดเวลา
ผมไม่เคยคิดเลยว่า คนๆนี้จะเปลี่ยนโฉมเป็นหนุ่มมาดเท่ ลึกลับแบบอีกาดำได้..

แต่ช่วงหลังๆมานี้ที่ผมได้ลองไปนั่งฟังเสียงของอีกาดำจากคลิปย้อนหลังก็ทำให้ผมเริ่มมั่นใจว่าคือเขา

และแน่นอน..ผมคิดว่าเขาคงรู้มาสักพักแล้ว ว่าผมคือหน้ากากทุเรียน

การแข่งขันจบลงไปแล้ว
และบทบาทที่ผมเป็นหน้ากากทุเรียนก็ใกล้จะจบลงไปด้วย..

เสียงเม็ดฝนกระทบกับระเบียงห้องสร้างความรำคาญใจให้ผมไม่น้อย
..เมื่อก่อนผมชอบบรรยากาศแบบนี้นะ ผมชอบเสียงฝน ผมชอบทุกๆอย่าง

แต่ตอนนี้..ทำไมหัวใจของผมถึงรู้สึกเหงาแบบนี้…?

“..คิดถึงเธอแทบใจจะขาด..”

เสียงเพลงคิดถึงยังคงดังอยู่ตลอดเวลา.. และแน่นอนว่า ผมชอบเพลงนี้นะ..
ผมชอบเสียงของคนที่ร้องกับผม…

ผมยังจำทุกอย่างตอนอยู่บนเวทีได้
หลังจากที่เวทีมีน้ำไหลลงมาราวกับสายฝนที่เทกระหน่ำ เสียงปรบมือและเสียงเชียร์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง

ตอนนั้นผมแปลกใจ..แต่ก็มีความสุข
..ผมไม่อยากแข่งกับเขา
เลือกได้ผมก็อยากเป็นฝ่ายที่จะแพ้เขา…

สุดท้ายผมก็ประคองสติจนร้องเพลงนี้จบ…

มีคำถามบางอย่างที่ผมยังค้างคาใจอยู่
ในช่วงที่เราสองคนจับมือกันตอนท้าย..ผมเหมือนได้ยินเขาพูดอะไรบางอย่างกับผม..

.
.

“ผมตกหลุมรักเสียงของคุณ”

ผมพูดประโยคนี้กับเจ้าของหน้ากากราชาผลไม้ตอนที่อยู่บนเวที

..จริงๆผมก็ไม่ค่อยมั่นใจหรอกว่าอีกฝ่ายจะได้ยินไหม แต่นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะพูดออกไป..เพราะนี่คือครั้งสุดท้ายที่เราได้แข่งกัน

ผมคือเอ๊ะ จิรากร
หรือหน้ากากอีกาดำที่หลายๆคนในประเทศไทยรู้จัก

เพลงคิดถึงเป็นอีกหนึ่งเพลงที่ผมชอบมากๆ

เพราะเพลงนี้ผมได้ร้องคู่กับหน้ากากทุเรียน เจ้าของเสียงที่ทำให้ผมตกหลุมรัก..

มันจะดูแปลกไปไหม? ถ้าผมจะบอกว่า เพลงนี้ผมส่งความรู้สึกให้ทางนั้นมากกว่าแฟนๆรายการ..

ไม่รู้สิ..ผมรู้สึกใจหายเมื่อรู้ว่าการแข่งขันใกล้จบแล้ว..ผมยังอยากร้องเพลงกับเขาอยู่

หลายครั้งที่ผมเข้าไปชวนคุย
แต่อีกฝ่ายไม่พูดอะไรกลับมาเลย
…..ก็เข้าใจว่าโกหกไม่เก่ง แต่จะใจร้ายกันเกินไปรึเปล่า..?

ผมคิดว่าเขาคือหนึ่งในสมาชิกวง Room39

..ทอม อิศรา

ผมกับเขาเคยร่วมทานอาหารกันบ่อยๆ ก็มีความสนิทสนมกันในระดับหนึ่งนั่นแหละ..ครั้งแรกที่ได้ยินเสียง ผมก็จำได้

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ผมต้องพยายามฝึกซ้อมเพลง..เพื่อจะได้มีโอกาสได้ร้องเพลงกับเขา

วันนี้ผมขับรถมาในต่างจังหวัดเพื่อจะมาทำธุระ และแน่นอนว่าสภาพอากาศตอนนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

ผมเปิดประตูรถและกางร่มสีดำ ใช้มือข้างที่ว่างหยิบข้าวของสำคัญออกมาด้วยก่อนจะล็อครถ

พอเห็นฝนตกลงมาแบบนี้..ก็นึกถึงบรรยากาศบนเวที The Mask Singer

มันเป็นอีกหนึ่งความทรงจำดีๆของผม..

“อยากจะพบเธอ..คนเดียว”

เสียงเพลงดังลอยมาตามลม.. ถึงจะมีเสียงฝนแทรกมาก แต่ผมกับได้ยินมันชัดเจน..

เป็นเสียงเดียวกันจากวีดีโอย้อนหลัง แต่มันต่างออกไป..

เสียงของคนคนนั้น..

ผมหันไปตามเสียงที่ได้ยิน..
หน้าต่างระเบียงชั้นสองของหอพัก…

เจ้าของแว่นสีดำกับทรงผมอันคุ้นตากำลังขยับปากร้องเพลงอยู่

..ใช่
เขานั่นแหละ

“คิดถึงเธอแทบใจจะขาด..
อยากให้เธอกลับมาสักที..”

ผมเปล่งเสียงออกมาตามจังหวะเพลงที่คลอมาเบาๆตามลม คนที่อยู่ชั้นสองหันลงมามองที่ผมด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อย

“คิดถึงเธอทุกวินาที..
อยากจะพบเธอ…คนเดียว”

“คิดถึงเธอแทบใจจะขาด… อยากให้เธอกลับมาสักที..” เขาร้องต่อจากผมเหมือนครั้งตอนที่อยู่บนเวที..

“คิดถึงเธอทุก..วินาที..
อยากจะพบเธอ… อยากจะพบเธอ”

“อยากจะพบเธอ….”

“คนเดียว..”

บทเพลงของเราทั้งสองคนดังขึ้นกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำ ความรู้สึกหลายๆอย่างถูกถ่ายทอดมาในเนื้อเพลง

ตอนนี้… ..เหมือนบนเวทีเลยนะ

“..คนเดียวที่..คิดถึง
ที่รักใจเธอคิดอะไร..”

“คิดถึงฉันหรือเปล่า..
ว่านอนหนาว..หัวใจ”

“อย่าทิ้งฉันไว้….”

“คนเดียว…”

ผมยิ้มให้เขา และเขาก็ยิ้มกลับมาให้ผม
.
.

การเจอกันอีกครั้ง
“..โดยสายฝน”

 

[OS] SOUND #อีกากินทุเรียน

17425040_719338338247095_5593222176526069993_n

Title : ‘ SOUND ’
Pairing : Crow x Durian | #อีกากินทุเรียน #มัธยมหน้ากาก
Author : NJ H o N ö

Ps. รีฟิคที่เคยลงในเฟสบุ๊คค่ะ


 

“มัธยมหน้ากาก”
สถานศึกษาที่น้อยคนนักจะได้เข้ามาสัมผัส ..เพราะโรงเรียนแห่งนี้มีกฏที่ไม่เหมือนโรงเรียนไหนๆ นั่นก็คือ…

นักเรียนทุกคนจะต้องใส่หน้ากาก และใช้ชื่อหน้ากากแทนชื่อของตนเอง..และแน่นอนว่า ไม่ว่าคุณจะใหญ่มาจากไหน จะเป็นลูกเต้าเหล่าใคร หากมาอยู่ในสถานศึกษาแห่งนี้
สิทธิ..เท่าเทียมกันหมด

ปีนี้เป็นปีแรกที่โรงเรียนได้ก่อตั้งขึ้น จึงทำให้นักเรียนรุ่นแรกมีแต่นักเรียนรับชั้นมัธยมปลาย ง่ายๆคือเริ่มที่ ม.4

ห้องเรียนแบ่งออกเป็น 4 สายตามระดับความสามารถ..ถึงจริงๆแล้วความสามารถของคนในแต่ละห้องอาจไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แต่แน่นอน ทุกห้องจะมีตัวท๊อป หรือหัวหน้าห้องที่ความสามารถดีที่สุด

และนี่คือเรื่องราวของมัธยมหน้ากาก….
.
.
.

‘ งานนิทรรศการ มัธยมหน้ากาก ’

ตัวอักษรที่ตกแต่งด้วยสีสันแสดงถึงชื่องานที่ถูกจัดไว้บนเวที แน่นอนว่านี่คืออีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำให้นักเรียนภายใต้หน้ากากได้รู้จักกันมากขึ้น

หลังจากที่เทอมแรกได้ผ่านการเรียนช่วงทฤษฎีมามากโข ดังนั้น คุณครูเลยจัดกิจกรรมให้นักเรียน
แน่นอนว่ามีเด็กๆจากโรงเรียนอื่นเข้ามาเยี่ยมชมทำกิจกรรมด้วย

“ทุเรียน” คุณครูประจำชั้นห้อง A เอ่ยปากเรียกเจ้าของเสื้อคลุมสีเขียว คนถูกเรียกหันกลับมาขานรับ

“มีอะไรหรอครับครูกันต์” เด็กหนุ่มเจ้าของหน้ากากราชาผลไม้ทำหน้าฉงน

“ช่วยเอานี่ไปให้ครูหนึ่งที” ว่าแล้วคนที่เป็นครูก็ส่งแฟ้มเก็บโน้ตดนตรีให้คนตัวเล็กกว่า อีกฝ่ายยื่นมือมารับแบบไม่มีทีท่าปฏิเสธ

“ครูหนึ่งเขาน่าจะลืมไว้น่ะ เห็นช่วงบ่ายจะมีคอนเสิร์ตด้วย ยังไงก็ฝากไปให้ครูเขาด้วยนะ” ครูกันต์ตบไหล่หน้ากากทุเรียนเบาๆก็เดินไปจัดงานอีกทาง

หน้ากากทุเรียนเดินไปยังจุดที่คิดว่าครูหนึ่งน่าจะอยู่ แต่แล้วก็ไม่เจอ ทางเลือกสุดท้ายคือการไปหาที่โซนกิจกรรมห้อง B เพราะครูหนึ่งเป็นครูประจำชั้นของห้องนี้… ห้องที่มีคนที่เขาหมั่นไส้ที่สุด

หน้ากากอีกาดำ!

ทันทีที่หน้ากากทุเรียนเดินไปถึงโซนกิจกรรม B เสียงเคาะหม้อไห้กะละมังก็หยุดลง พร้อมกับทุกสายตาที่จับจ้องมาที่หัวหน้าห้อง A

“ครูหนึ่งไม่อยู่หรอ”

“ไม่อยู่หรอกนะจ๊ะ มีอะไรฝากไว้กับหัวหน้าห้องสิ” รองหัวหน้าห้องอย่างหน้ากากหมูป่าชี้มือไปทางเจ้าของเสื้อคลุมขนนกสีดำที่กำลังตั้งใจกับศึกหมากฮอสอยู่

“งั้นฝากเธอไว้ได้ไหม เราไม่อยากรบกวน” ไม่อยากคุยกับหมอนั่นต่างหาก!

“ได้สิ! ว่าแต่ไม่สนใจมาเล่นเกมหรอจ๊ะ?”

“ม ไม่เป็นไร เรามีงานที่ต้องทำ ไปก่อนนะ” ว่าแล้วเจ้าของเสื้อคลุมสีเขียวก็วิ่งหายไปอีกทาง

จริงๆแล้วหน้ากากอีกาดำเหลือบมองอยู่ตลอดนั่นแหละ เพราะอยู่ใต้หน้ากากเลยไม่ค่อยมีใครจับสังเกตได้ แต่ก็ไม่อยากพูดอะไรมาก เพราะตัวเองก็พอรู้อยู่ว่าอีกฝ่ายไม่ชอบขี้หน้าตนสักเท่าไหร่ แล้วเขาก็ไม่ค่อยชอบกวนอวัยวะส่วนร่างของใครด้วย

มั้งนะ?

“อ่ะนี่ รู้นะว่าได้ยิน” แต่ก็มีคนคนนึงที่จับสังเกตได้เสมอ..รองหัวหน้าห้อง

“อืม” เขาตอบเสียงเรียบก่อนจะเดินหมากฮอสต่อ

“แกไปทำอะไรให้ทุเรียนปะ ทำไมเหมือนเขาไม่ชอบหน้าแกอะ” ด้วยความสงสัยหน้ากากหมูป่าจึงถามออกไป

ยึดคติที่ว่า
อยากรู้ก็ถามแม่งเลย!

“ไม่รู้” เขาไม่รู้จริงๆนั่นแหละ ส่วนตัวก็ไม่เคยทำอะไรแย่ๆใส่นะ..

“หรือว่า…!”

“ทุเรียนจะชอบแก?” รองหัวหน้าห้องก้มลงไปกระซิบที่ข้างหูของหัวหน้าห้อง B คนฟังได้ยินแบบนั้นสติก็หลุดกระเจิง

“เธอบ้าไปแล้วหรอ..” หน้ากากอีกาดำตอบด้วยเสียงที่เรียบนิ่งเช่นเคย ถึงแม้มือจะสั่นเล็กน้อยก็เถอะ

“เอ้า! สัญชาตญาณผู้หญิงไงยะ!”

..แต่อีกฝ่ายเป็นผู้ชายนะยัยบ๊อง

“ยอมแพ้ครับ ผมไม่ไหวแล้ว” เด็กจากโรงเรียนอื่นที่นั่งเล่นหมากฮอสกับหน้ากากอีกาดำลุกขึ้นยืนแลเวโค้งคำนับ เขาสู้ไม่ไหวจริงๆ อยากไปทำอย่างอื่นแล้ว..

“ขอบคุณที่มาเล่นด้วยกันครับ” หน้ากากอีกาดำตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆเช่นเคยก่อนจะลุกขึ้นยืนบ้าง หยิบแฟ้มมาถือไว้ในมือก่อนจะเดินออกจากโซนจัดกิจกรรม

.
.
.

ช่วงบ่ายจะมีการร้องเพลงเพื่อแสดงความสามารถของหัวหน้าและรองหัวหน้าในแต่ละห้อง
ทำให้บริเวณหน้าเวทีเป็นจุดรวมพลที่ดีที่สุด

เสียงร้องของสองหน้ากากบนเวทีสะกดทุกคนไม่ให้ละสายตาไปไหนจากพวกเขา

“ก่อนที่ฉันจะปล่อยเธอหายไป”
“โดยไม่รู้จัก..เธอ” การแสดงของม.4 ห้อง A จบลงด้วยภาพที่หัวหน้าห้องและหัวหน้ารองจับมือกัน ซึ่งใครๆที่ได้เห็นก็คงรู้สึกว่าสองคนนี้เหมาะสมที่จะเป็นแฟนกันสุดๆ ..แต่จริงๆแล้วก็แค่เพื่อนกันเฉยๆ

สำหรับทุเรียนอ่ะนะ..

“จบไปแล้วนะครับสำหรับเพลงไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอโดยตัวแทนของห้อง A หน้ากากทุเรียนและหน้ากากโพนี่!” เสียงของคุณครูประจำชั้นห้อง A ผู้รับหน้าที่พิธีกรเอ่ยขึ้น ก่อนจะพูดโยงไปการแสดงต่อไป

“หลุดจากบรรยากาศโรแมนติกส์แล้วไปมันส์กันเลยดีกว่ากับห้อง B!”

เสียงเพลงบรรเลงขึ้นพร้อมกับเสียงปรบมือ ทำนองเปียโนเบาๆที่เปิดขึ้นสร้างความแปลกใจให้กับผู้ฟังอย่างมาก..จะมันส์ได้ยังไงกันนะ?

เป็นเวลาประมาณ หนึ่งนาทีกว่าที่รองหัวหน้าห้อง B ร้องด้วยเสียงนิ่มๆคลอกับเปียโนเบาๆ ก่อนจะตามด้วยเสียงกีต้าร์ไฟฟ้าที่แทรกขึ้นมาพร้อมกับร่างที่สวมเสื้อคลุมขนนกสีดำ

เสียงของเจ้าตัวแตกต่างจากอีกฝ่ายที่ร้องคู่อยู่บนเวที..แต่มันกับลงตัวกันอย่างไม่น่าเชื่อ

หน้ากากทุเรียนนั่งอยู่ข้างหน้าเวที
เขามองการแสดงนี้ตาไม่กระพริบ
..เกลียดขี้หน้าฝ่ายนั้นแทบตาย แต่เวลาที่หมอนั่นขึ้นเวทีกับมีเสน่ห์ขึ้นมาซะได้…

อะไรกันเนี่ย.. ทำไมหัวใจถึงเต้นแรงแบบนี้.. เรานั่งใกล้ลำโพงไปหรอ..?

เหมือนคนบนเวทีจะรับรู้ถึงสายตาที่ส่งมา ถึงจะมีหน้ากากปิดบัง แต่เขาก็รู้ได้..
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม..

สิ่งทีทำได้ในตอนนี้ก็คือการมองกลับไป

..เหมือนสายตาจะสบกันโดยบังเอิญในภายใต้หน้ากากทั้งสอง

“โพนี่ เราไปหาอะไรกินนะ” ทุเรียนลุกขึ้นทันทีแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้รองหัวหน้าสาวสวยแสนน่ารักถึงกับเกาหัวแกรกๆด้วยความมึนงง

อะไรของเขา..เมื่อกี้ยังดีๆอยู่เลย

“จบไปแล้วสำหรับเพลงความเชื่อ ห้อง B! หน้ากากอีกาดำ หน้ากากหมู่ป่า! ต่อไป……….”

หน้ากากทุเรียนมานั่งหลบผู้คนในโซนกิจกรรมของห้องตัวเอง ..ตอนนี้คนไม่ค่อยมีหรอก เพราะไปนั่งฟังเพลงกันหมดแล้ว

“รู้สึกไม่ดีเลย..” หากถอดหน้ากากออกมาได้ก็คงพบกับใบหน้าที่ขึ้นสีแดงระเรื่อ… ไม่อยากปฏิเสธตัวเองเท่าไหร่หรอก..ว่าเวลาอยู่ใกล้หรือได้สบตากันเมื่อไหร่ต้องรู้สึกแบบนี้เสมอ..
แล้วเมื่อกี้ก็เหมือนสบตากันแปลกๆด้วย…

ให้ตายสิหน้ากากทุเรียน!

“มาทำอะไรอยู่ตรงนี้” เจ้าของเสียงเรียบอันคุ้นหูเอ่ยขึ้นจนทำให้เจ้าของเสื้อคลุมสีเขียวสะดุ้งโหยง ก่อนจะตั้งสติแล้วถอยห่าง

“โตแล้วผมจะไปไหนก็ได้”

“เดี๋ยว” พอเจ้าของหน้ากากผลไม้ทำท่าจะลุกหนี มือหนาก็จับมืออีกคนไว้ได้ทัน

“นั่งคุยกันก่อน”

“เพื่อ?” หน้ากากทุเรียนอยากออกไปจากตรงนี้! ช่วยด้วย!

“ถามจริงๆ..เกลียดอะไรฉันรึเปล่า?” หน้ากากอีกาดำยังคงจับมืออีกฝ่ายไว้แน่นเพราะกลัวจะหนีไปได้อีก

“ก.. ก็เปล่า” ทุเรียนตอบด้วยเสียงเบาๆ

…ไม่ได้เกลียด แต่ก็ไม่ได้ชอบขี้หน้า…
เพราะชอบมาทำให้ร่างกายผิดปกติเสมอ

“แล้วทำไมพยายามหลบหน้า?”

โว้ย!! ทำไมผมต้องมาตอบคำถามอะไรแบบนี้ด้วย!

“ไม่เผือก” ว่าแล้วก็ยื้มคำพูดเพื่อนสนิทมาใช้หน้าด้านๆเลยละกัน

“ปล่อยครับ จะไปดูเพื่อนร้องเพลง” เจ้าของเสื้อคลุมสีเขียวสบัดมือออก ก่อนจะเดินไป

ทิ้งไว้เพียงอีกาดำที่นั่งมองคนที่เดินจากไปแบบมีคำถามในใจมากมาย

..พิลึกคน

.
.
.

และนี่คือช่วงเวลาที่รอคอย
ช่วงที่สายแดนซ์ขาโจ๋หลายๆคนรอ นั่นก็คือช่วงปาร์ตี้!

เต้นกันได้ตามสบาย เพราะคุณครูจะแยกย้ายกันไปเก็บบูธของตนเอง

บริเวณเก้าอี้ของห้อง D มีหน้ากากจิงโจ้ซึ่งเป็นหัวหน้าห้องกำลังยืนเต้นอยู่ พร้อมกับหน้ากากนักรบที่ถือขวดน้ำที่จริงๆแล้วมีแอลกอฮอล์อยู่ในนั้น

ถึงครูไม่ให้ซื้อดื่ม ผมก็เตรียมมาเองไง!

และแน่นอนว่าขวดนั้นสามารถวนไปได้ทั่วระดับชั้น..จนมาหยุดอยู่ที่หน้ากากทุเรียน

“ไม่เอา” เขาปฏิเสธ

“น่าๆ นิดนึงน๊ะว์” หน้ากากนักรบทำเสียงอ้อนวอน

ชื่อเสียงของหน้ากากทุเรียนโด่งดังมาก..ไม่ใช่แค่เรื่องการร้อง ยังมีอีกเรื่องก็คือ หากเขาเมา วิญญาณนักเต้นจะมาเข้าสิง..ซึ่งหลายๆคนก็อยากเห็นเป็นบุญตาจนต้องช่วยกันจับกรอก

ซึ่งดูเหมือนว่า1/4ของขวดจะไหลลงคอไปแล้ว..

“เพลงมา!” หน้ากากจิงโจ้ที่ยืนเต้นอยู่ดีดนิ้วดังเป๊าะ ก่อนที่จะมีจังหวะเพลง Happy ดังขึ้น

ทุกคนต่างพากันลุกขึ้นเต้น เพื่อนๆในห้อง A ต่างทยอยเดินออกไปจากบริเวณที่ทุเรียนนั่งอยู่… ไม่อยากเห็นสภาพหัวหน้าห้องของตัวเองแล้วจำจนติดตา…

จังหวะดนตรีดังขึ้นตามด้วยหน้ากากจิงโจ้แหละหลายๆคนช่วยกันร้อง

‘Because I’m happy~~’

‘Clap along if you feel like a room without a roof!’

จุดนี้หน้ากากทุเรียนได้ลุกขึ้นมาแล้ว..ขาทั้งสองข้างขยับตามจังหวะ พร้อมกับมือที่ขยับไปมาด้วยเช่นกัน

ทุกคนบริเวณนั้นยกมือขึ้นปรบมือดังๆ ไม่อยากจะเชื่อว่านักเรียนดีเด่นจะมีมุมแบบนี้กับเขาด้วย

หน้ากากอีกาดำที่นั่งอยู่แถวๆนั้นหัวเราะเบาๆ รู้สึกตลกกับความน่ารักของเจ้าของหน้ากากผลไม้
..เพิ่งเคยเห็นเลยนะเนี่ย

เขาไม่ใช่ขาแดนซ์เท่าไหร่ จึงไม่ได้ไปร่วมวงแบบพวกหน้ากาหหมูป่า เพราะรองเท้าที่ใส่เคลื่อนไหวยากลำบากมากๆ..แต่นี่ก็เพื่อความน่าเกรงขามของ(ส่วนสูง)เขาเอง

จังหวะเพลงดังวนไปเรื่อยๆจนกระทั่งในที่สุดคนที่กำลังเมาแอ๋ลงไปนั่งที่พื้น ..คนอื่นๆไม่ค่อยสังเกตเท่าไหร่หรอกเพราะกำลังมันส์กันอยู่

ผิดกับหน้ากากอีกาดำที่เห็นทุกอย่าง เพราะกำลังมองอย่างสนใจยังไงล่ะ

ดีที่หน้ากากทุเรียนยืนเต้นอยู่แถวหลังๆ..

เจ้าตัวเลยอาศัยจังหวะนี้เดินเข้าไปดึงตัวอีกคนออกมาก่อนจะถูกเหยียบตาย

“Bring me down
Can’t nothing
Bring me down …….”

เสียงเพลงค่อยๆเงียบลงหลังจากที่หน้ากากอีกาดำพยุงร่างของหน้ากากทุเรียนมาที่สงบๆอย่างทุลักทุเล มืออีกข้างก็ถือขวดหน้าแจกฟรีที่ตนยังไม่ได้ดื่มมาด้วย

“เป็นพวกคออ่อน..?” อีกาดำพึมพำก่อนจะค่อยๆพยุงตัวอีกคนให้นั่งลง และแน่นอน สภาพตอนนี้คือหัวของหัวหน้าห้อง A กำลังพิงไหล่หนาของเขาอยู่

ถ้าเป็นปรกติคงตื่นขึ้นมาโวยวายแน่ๆ..

ไม่รอให้เสียเวลาเปล่า หัวหน้าห้อง B บิดฝาขวดน้ำออก พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อจะปลุกอีกคนให้มาดื่มน้ำ

ถ้าไม่ได้สวมหน้ากากอยู่จะไม่ยุ่งยากขนาดนี้..

“ทุเรียน” อีกาพูดด้วยเสียงเรียบตามสไตล์เขา คนถูกเรียกร้องงืมๆในลำคอ

“ดื่มน้ำก่อน” เขาใช้มือข้างที่ว่างกระคองอีกคนไม่ให้หงายหลัง โดยมือขวาถือขวดน้ำไว้

“ทำไมชอบมา..ทำดีด้วยฮะ..?” เสียงพึมพำดังออกมาจากหน้ากากสีเขียว คนฟังเลิกคิ้วแล้วคิดตาม

“นายเมา”

“..เกลียดจริงๆเลย อาาาา ชอบ..ทำให้ใจเต้นตลอด บ้าที่สุด”

เมาจริงๆเห้ย..
เดี๋ยวนะ..

“หะ?” อีกาดำส่ายหน้าไปมา ประโยคเมื่อกี้คืออะไร!?

“….” และเสียงของหน้ากากทุเรียนก็เงียบไป คนที่นั่งข้างๆก็เงียบด้วยไม่แพ้กัน

อะไรวะเนี่ยความรู้สึกแปลกๆที่อก
แล้วทำไมเราต้องยิ้มดีใจด้วยฟร่ะ?

“ขอโทษที่ทำให้ใจเต้นนะ” เจ้าของเสื้อคลุมขนนกสีดำวางขวดน้ำไว้ข้างๆตัว ก่อนจะถือวิสาสะเอื้อมมือไปกุมฝ่ามืออีกฝ่ายไว้

“แต่…ฉันก็เป็น”

[OS] Win #อีกากินทุเรียน

17201120_713441788836750_82755753116389488_n

Title : ‘ Win ’
Pairing : Crow x Durian | #อีกากินทุเรียน
Author : NJ H o N ö

Ps. รีฟิคที่เคยลงในเฟสบุ๊คค่ะ


“แล้วผู้ชนะก็คือหน้ากาก! หน้ากาก..! อีกาดำ!!” สิ้นเสียงประกาศของพิธีกรหนุ่มไฟแรง เสียงปรบมือและเสียงเชียร์ก็ดังขึ้นจนทำให้ผมเองหูอื้อ

..ผมคือหน้ากากอีกาดำอย่างที่ใครๆรู้จัก

พอนึกอะไรไม่ออกผมก็ยกมือสองข้างขึ้นมาขนานกับลำตัว ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นการยกมือไหว้ขอบคุณคะแนนโหวตจากทุกคนในห้องส่งแทน

พอผมส่งไมค์ให้พิธีกรแล้ว ก็กอดกับหน้ากากคู่แข่งเพื่อเป็นการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน และหลังจากนั้นผมก็เดินออกไป

..ผมชนะ
และแน่นอนว่าผมเหลือการแข่งเพียงอีกหนึ่งครั้งเท่านั้น…
แต่จะเป็นใครกันล่ะ?

“ยินดีด้วยฮะ” พอผมเดินออกมาจากเวที ก็เจอกับเจ้าของหน้ากากราชาผลไม้แชมป์กรุ๊ป A หนึ่งในตัวเต็งที่หลายๆคนในประเทศชื่นชอบ

“ขอบคุณ” ผมตอบกลับด้วยการดัดน้ำเสียงให้ดูแหบๆ แต่อีกฝ่ายก็ยกแขนสองข้างขึ้นมากอดอกทำท่าไม่พอใจซะงั้น

งงสิครับ..

“รอผมก่อนเถอะ เดี๋ยวผมจะเข้าไปชิงกับคุณ”

พอได้ยินประโยคนี้ก็ทำให้ผมอดยิ้มไม่ได้
..ยังไงก็ไม่รู้อยู่ดีว่าผมยิ้ม

“ครับๆ” ผมตอบห้วนๆ

…ไม่อยากทำให้อีกฝ่ายโดนทีมงานตักเตือนบ่อยๆเรื่องที่ชอบมาคุยกับผม.. ถึงบางทีผมจะชวนคุยก็เถอะ แต่เจ้าตัวมักจะกลายเป็นแพะรับบาปตลอด

บอกตามตรงว่ารู้สึกผิดครับ

“ตอบผมสั้นจังงะ คุณโกรธผมที่ผมดึงขนคุณหรอฮะ? แต่จริงๆผมไม่ได้ดึงนะ ผมเก็บมันขึ้นมาต่างหาก!”

อันที่จริงเขาก็รู้ดี ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ดึง..
แต่ไม่รู้สิ มันอดที่จะแกล้งไม่ได้

และแน่นอนว่าขืนตอบสั้นๆแบบนี้ แชมป์กรุ๊ป A คงไม่ยอมจบง่ายๆ

“สู้ๆนะครับ ผมจะรอแข่งกับคุณในรอบสุดท้าย” แน่นอนว่าผมพูดเอาใจอีกฝ่าย

แต่จริงๆผมก็อยากแข่งกับเขาหรือร้องเพลงกับเขาดูสักครั้งนะ..

“และแน่นอนว่าคุณห้ามแพ้คนอื่น.. เพราะคุณแพ้ผมได้แค่คนเดียว”

“ผมไม่แพ้ง่ายๆหรอก” อีกฝ่ายทำเสียงเล็กๆ ซึ่งมันยิ่งเล็กเข้าไปอีกเมื่อผ่านโปรแกรมแปลงเสียง(..)

“ให้มันจริง”

“อย่าดูถูกโผมมมม!”

ผมก็ไม่รู้นะ ว่าใต้หน้ากากสีเขียวในตอนนี้จะทำสีหน้ายังไง แต่ถ้าให้ผมเดา คงจะกำลังเบ้ปาก ไม่ก็กำลังหงุดหงิดอยู่ชัวร์ๆ

แต่จากความรู้สึกผมนะ…
ท่าทางมันดูน่ารักแปลกๆ…

คิดอะไรอยู่วะเรา…

“ครับๆ จะแข่งแล้วไม่ใช่หรอ?”

“เง๊อะ! ช่ายย ขอบคุณที่เตือนนะฮะ! ไว้เจอกันรอบหน้า! คุณอีกาดำ!” ว่าแล้วเสียงใสๆของอีกตนก็หายไปพร้อมกับร่างที่วิ่งไปใยห้องเตรียมตัว

..จะรอนะครับ
อย่าแพ้คนอื่นละ…
ผมคงไม่ยอมแน่ๆ ถ้าคนที่คุณแพ้ไม่ใช่ผม….

….
แต่ก็นะ?
ผมอาจจะมีบางอย่างแพ้คุณไปแล้วก็ได้?

[OS] โผมมมขอ! #อีกากินทุเรียน

17202748_712983245549271_3141738513899999673_n
โผมมมขอ!
Title : ‘ โผมมมขอ! ’
Pairing : Crow x Durian | #อีกากินทุเรียน
Author : NJ H o N ö

Ps. รีฟิคที่เคยลงในเฟสบุ๊คค่ะ


อะไรงะ…

แค่ผมหยิบขนที่หล่นจากคนข้างๆมาถือก็ถูกเข้าใจว่าไปดึงของเขามาซะงั้น!

คุณพิธีกรตาไม่ดีสุดๆ! ใส่ร้ายป้ายสี!

แล้วนั่นอะไร
ล้อกันเข้าไปเถอะ ล้อกันอย่างกับผมไปเผาบ้านใครอ่ะ!

ได้! ล้อนักล้อหนาเดี๋ยวคอยดูเถอะ!
จะเข้ารอบแล้วเด็ดขนให้หมดตัวเลย!
.
.
.

ต่อไปก็ถึงเวลาที่ผมจะต้องขึ้นเวทีไปร้องเพลงร่วมกับหน้ากากจิงโจ้เพื่อเป็นของขวัญแก่แฟนๆรายการ แต่ยังไงก็เถอะ ผมก็หงุดหงิดอยู่ดีนั่นแหละ!

“ทุเรียนซนอ่ะเรา”

นั่น!
พี่ๆทีมงานยังมาแซวอีก!

โผ้มไม่ได้ซนน๊าาาา!!

“เอาเถอะๆ ไปๆ เตรียมตัวขึ้นเวทีได้แล้วทุเรียนแสนซน” พูดจบทีมงานคนนั้นก็เดินเลี่ยงไปอีกทาง ถ้าผมเดาไม่ผิดก็คงจะไปเตือนหน้ากากจิงโจ้แน่ๆ

แต่ก็ช่างเหอะ
ผมเกลียดชื่อทุเรียนแสนซน
(…)

“ขอให้โชคดี” ร่างที่ปกคลุมด้วยขนนกสีดำเอ่ยผ่านเครื่องแปลงเสียงพร้อมกับโบกไม้โบกมือมาให้ผม

เพื่อ..?

“ทำไมฮะ อยากให้ผมเข้ารอบไปเจอคุณหรอฮะ” ผมตอบกลับไปโดยที่ไม่ลืมเปิดอุปกรณ์แปลงเสียง มือที่ยกขึ้นโบกไปมาของอีกฝ่ายลดลงทันที

“ไม่รู้สิ…ผมว่าคุณน่าจะเป็นคู่แข่งที่เหมาะสมกับผม”

หงุด
หงิด
ว้อย!

“แน่นอน ผมเก่ง”

เหมือนได้ยินเสียงหลุดขำมาจากใต้จงอยสีดำ…

“ครับๆ เก่งครับ” เขายกฝ่ามือทั้งสองข้างขึ้นมาปรบสองสามครั้ง

“งั้น..”

“ถ้าผมชนะจิงโจ้แล้วได้เข้ารอบไปเจอกับคุณ”

“ผมขอขนคุณไปบูชานะฮะ”

กวนซะเลย
หมั่นไส้
กวน!

“หะ?”

งงเด้!
..เอ๊ะไม่ใช่คำพูดผมหรอ

“ผมล้อเล่นฮะ” โอเค ผมสบายใจขึ้นเยอะ พอได้เห็นท่าทางมึนงงปนตกใจของทางนั้น

“ได้”

“หะ?” กลายเป็นว่าตอนนี้ผมชักจะงงแทน
..ได้อะไรงะ

“ถ้าคุณอยากได้ขนผมจริงๆก็ชนะผมให้ได้สิ ผมให้ทั้งชุดเลยเอ้า!”

“โผมล้อเล่นนนนน” อะไรล่ะเนี่ย มาไม้ไหนเนี่ย!!!

“หน้ากากอีกาดำ หน้ากากทุเรียนยืนคุยอะไรกันคะ กติกาของรายการไม่ให้คุยกันนะคะ”
…ขอบคุณทีมงานที่เข้ามาจบบทสนาอันน่าปวดหัวเช่นนี้
ถึงจะโดนบ่นก็เถอะ(..)

“ขอโทษฮะ/ขอโทษครับ”

“ไม่เป็นไรค่ะ คราวหน้าก็อย่าทำอีกก็แล้วกันนะคะ ..หน้ากากทุเรียนเตรียมขึ้นเวลาอัดเทปต่อไปได้แล้วค่ะ”

“โอเคฮะ” ผมพยักหน้าแล้วมองทีมงานสาวคนนั้นที่เดินออกไปทางเวที ก่อนที่ผมเองจะเดินตามไป แต่ก็นะ!

“รอก่อนเถอะ ผมจะทำให้คุณไม่มีชุดใส่กลับบ้านเลยคอยดู!” ว่าแล้วก็ยกนิ้วขึ้นมาทำท่าปาดคอขู่ให้อีกฝ่ายกลัว
.
.
.
ทิ้งหน้ากากอีกาดำให้ยืนยิ้มกับความซุกซนของหน้ากากผลไม้แชมป์กรุ๊ป A…